งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
วิจัยเรื่อง การพัฒนาศักยภาพชุมชนชาวเขากับการลงทุนทางวัฒนธรรมเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ผู้ทำวิจัย ประเสริฐ ตระการศุภกร
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาศักยภาพชุมชนชาวเขากับการลงทุนทางวัฒนธรรม เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม กรณีศึกษา: กระบวนการจัดการทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของชุมชนชาวไทยภูเขา ๕ เผ่า ได้แก่เผ่าปกาเกอะญอ,ม้ง,เมี่ยน,ลาหู่และลีซู มีวัตถุประสงค์หลัก ๆ ดังนี้ ๑) เพื่อศึกษาศักย-ภาพชุมชนชาวเขาที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนทางวัฒนธรรมของแต่ละเผ่า ๒) เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุมชน นักพัฒนา นักวิชาการและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๓) เพื่อร่วมศึกษาและพัฒนาแผนการลงทุนทางวัฒนธรรมและกิจกรรมทางเลือกสำหรับชุมชนที่เข้าร่วมโครงการฯ และ ๔) เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและสาธารณสู่ภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวัฒนธรรมท้องถิ่น
ผลการศึกษาวิจัย ทางโครงการฯ นำเสนอออกมาเป็น ๒ ส่วน คือ กระบวนการวิจัยและเนื้อหาการวิจัย ดังนี้
กระบวนการวิจัย
โครงการวิจัยนี้ได้มุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการเป็นสำคัญ โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เป้าหมาย จนสามารถสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนกับแกนนำชุมชน (นักวิจัยชุมชน) และประชาชนได้ว่าโครงการวิจัยนี้เป็นงานวิจัยที่แตกต่างจากโครงการวิจัยอื่น ๆที่ผ่านมา โดยเฉพาะในประเด็นที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมตั้งแต่การริ เริ่มคิด การวางแผนการปฏิบัติการ การสรุปผลและการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ การดำเนินงานวิจัยนี้ยังเน้นกระบวนการศึกษาวิจัยแบบชาวบ้านทำให้สามารถเจาะลึกข้อมูลกับผู้รู้เฉพาะด้านอย่างเต็มที่ และเป็นกระบวนการศึกษาวิจัยที่ผู้ร่วมวิจัยทุกคนได้ฝึกฝนปฏิบัติการจริงอีกด้วย ตลอดจนยังเป็นการศึกษาวิจัยเชิงเปรียบเทียบและตรวจสอบผลการศึกาวิจัยเชิงลึกกับผู้รู้ชนเผ่าโดยตรง ในประเด็นเนื้อหาที่ตรงกันหรือเกี่ยวข้องกันและเป็นเอกสารผลงานวิจัยที่มีอยู่ในปัจจุบันอีกด้วย ซึ่งทำให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการวิจัยได้เห็นประโยชน์ของกระบวนการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมทำให้เห็นคุณค่าชีวิตของตนเองจนเกิดความตระหนักในการสืบสานองค์ความรู้และระบบคุณค่านำไปสู่ทางออกหรือทางเลือกของชีวิตตนเองและชนเผ่าในอนาคตได้อย่างแท้จริง
เนื้อหาการวิจัย
การดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ ได้เนื้อหาภาพรวมของข้อมูลพื้นฐานชุมชนที่เข้าร่วมโครงการวิจัยทั้ง ๕ ชุมชน ได้แก่ ข้อมูลผู้รู้และองค์ความรู้ชนเผ่าที่เป็นฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนและชนเผ่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จนทำให้สามารถศึกษาวิจัยแบบเจาะลึกในประเด็นที่คาดหวังว่าจะเป็นทางเลือกและทางออกเชิงเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของชุมชนได้ ซึ่งสามารถสรุปเนื้อหาแต่ละกรณีศึกษาที่เจาะลึกของแต่ละชุมชนเผ่าได้ดังนี้
๑. กรณีศึกษาของปกาเกอะญอ ได้ศึกษาเกี่ยวกับ อาชีพทางเลือการเลี้ยงสัตว์ที่ยั่งยืนของชุมชนปกาเกอะญอบ้านป่าโป่ง หมู่ที่ ๑ ตำบลป่าโปง อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยศึกษาสัตว์เลี้ยงของชุมชน ๘ ชนิด ได้แก่ ไก่ สุกร เป็ด แมว สุนัข วัว ควายและช้าง ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ความเชื่อและพิธีกรรม วัฒนธรรมการเลี้ยงสัตว์ วิธีการเลี้ยงสัตว์ แบบพื้นบ้านโรคสัตว์และการรักษาโดยสมุนไพร ตลอดจนได้ศึกษาประโยชน์และความสัมพันธ์ระหว่างคนและสัตว์เลี้ยงไว้อย่างน่าสนในยิ่ง
๒. กรณีศึกษาม้ง ได้ศึกษาเกี่ยวกับ กัญชงกับวิถีม้ง ของชุมชนม้งบ้านบวกจั่น หมู่ที่ ๗ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยศึกษาประเด็นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความเป็นมาของกัญชง การเพาะปลูกและการใช้ประโยชน์และความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องและคุณค่าของกัญชง ความสัมพันธ์ของกัญชงที่มีต่อวิถีชีวิตม้ง กระบวนการสืบทอดภูมิปัญญาด้านกัญชง ตลอดจนศึกษาถึงพัฒนาการและแนวโน้มของกัญชงในอนาคตไว้อย่างครบครัน
๓. กรณีศึกษาของลาหู่ ได้ศึกษาผลกระทบของการท่องเที่ยวที่มีต่อชุมชนที่มีทุนทาง
วัฒนธรรมและการพัฒนาชุมชนสู่การพึ่งตนเองของชุมชนลาหู่บ้านต้นผึ้ง หมูที่ ๑๒ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อายุ จังหวัดเชียงใหม่ โดยศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวในชุมชนการจัดการท่องทึ่ยวของคนในชุมชน ผลกระทบของการท่องเที่ยวที่มีต่อชุมชนทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ ตลอดจนการศึกษาเกี่ยวกับกิจกรรมเสริมรายได้ที่สามารถดำเนินการควบคู่กับการท่องเที่ยวของชุมชนได้
๔. กรณีศึกษาของเมี่ยน ได้ศึกษาเกี่ยวกับลายปักเมี่ยนกับการสร้างอัตลักษณ์ที่เป็นพลังสู่การพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน ของชุมชนเมี่ยนบ้านเล่าชีก๋วย หมู่ที่ ๑๖ ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยศึกษาประเด็นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ตำนานและความเชื่อเกี่ยวกับลายปักเมี่ยนประเภท กระบวนการเรียนรู้และเทคนิคลายปักเมี่ยน ชื่อและความหมายของลายปักและความสัมพันธ์ของวิถีชีวิตกับลายปักเมี่ยน ตลอดจนได้ศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมปัจจุบันที่มีต่อลายปัก ผลกระทบและแนวโน้มทางเศรษฐกิจของลายปักเมี่ยนไว้อย่างชัดเจน
๕. กรณีศึกษาของลีซู ได้ศึกษาเหล้าสมุนไพรลีซูกับการพึ่งตนเอง ของชุมชนลีซูบ้านสหกรณ์แปลง ๕ หมู่ที่ ๑๑ ตำบลป่าตุ้ม อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ โดยศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และตำนานเหล้าพื้นบ้าน ความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง ความสัมพันธ์ของเหล้าพื้นบ้านกับการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ของลีซูตลอดจนได้ศึกษาเจาะลึกเกี่ยวกับสมุนไพรที่ใช้ผลิตเชื้อแป้งเหล้าแบบพื้นบ้านของลีซูอีกด้วย
โดยสรุปแล้วการศึกษาวิจัยของทั้ง ๕ ทีมวิจัยเผ่าในครั้งนี้ถือว่าได้ริเริ่มให้ชุมชนวิจัยเกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างกว้างขวางและมีนักวิจัยของชุมชนที่สามารถจะนำชุมชนให้เกิดการพัฒนางานวิจัยและจัดทำกิจกรรมแก้ไขปัญหาของชุมชนตนเองได้มากขึ้น ตลอดจนได้สะท้อนถึงความร่ำรวยในศักยภาพและทุนทางวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่าที่สามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชุมชนที่ร่วมวิจัย อีกทั้งได้ข้อเสนอแนะต่อบุคคลหรือหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้นำไปพัฒนาและจัดปรับทัศนะหรือกระบวนการสนับสนุนให้ชุมชนบนพื้นที่สูงได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไปด้วย
วิจัยเรื่อง การปรับตัวกับวิถีชีวิตใหม่ในชุมชนเมืองของชาวเขาเผ่าม้ง : กรณีศึกษาเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่
ผู้ทำวิจัย ลีศึก ฤทธิ์เนติกุล
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่อง “การปรับตัวกับวิถีชีวิตในเมืองของชาวเขาเผ่าม้ง : กรณีศึกษาในเขตอำเภอ
เมืองเชียงใหม่ “ ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุที่ชาวเขาเผ่าม้งต้องเข้ามาดำรงชีวิตในเมือง ศึกษา
ปัญหาและการปรับตัวทางวัฒนธรรมเพื่อความอยู่รอด ผลกระทบกับวัฒนธรรมดั้งเดิมอันเนื่องมากจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความผูกพันกับชุมชนดั้งเดิม และการปรับตัวกับชุมชนใหม่
ผลการศึกษาพบว่า วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพ มีการใช้วิธีการแบบพื้นบ้านควบคู่กับการใช้วิธีการแพทย์สมัยใหม่ วัฒนธรรมการควบคุมทางสังคม มีการใช้ทั้งกฏจารีตประเพณี และการใช้กฏหมายบ้านเมือง โดยการใช้กฏหมายบ้านเมืองนั้น มักจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มกันบ้าง ในด้านศิลปะและการแสดงนั้น ชาวม้งในเมืองเชียงใหม่ยังคงรักษาศิลปะดั้งเดิมไว้ ในขณะที่คนรุ่นใหม่บางส่วนได้ปรับเปลี่ยนการเต้นรำตามยุคสมัยปัจจุบันมาให้ด้วย
ในด้านการเกี่ยวกับจักรวาลวิทยา ความเชื่อ ชาวม้งในตัวเมืองเชียงใหม่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติ วิญญาณต่าง ๆ และมีการปฏิบัติการเซ่นไหว้เช่นเดิมโดยที่ชาวม้งถือว่า การลงมาในเมืองเชียงใหม่ เป็นการลงมาทำมาหากินเท่านั้น บ้านพิธีกรรมจริง ๆ ก็คือ ชุมชนดั้งเดิม
ในด้านเศรษฐกิจนั้น มีการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง จากการทำเกษตรกรรมเพื่อการยังชีพมาสู่การประกอบการอาชีพการอุตสาหกรรมในครัวเรือน และการค้าขาย โดยเชื่อมโยงเครือข่ายทางการค้าระหว่างชาวม้งด้วยกันเอง ชาวม้งกับคนพื้นราบ และชาวม้งกับคนต่างประเทศ ในปัจจุบันการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับคนพื้นราบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
วิจัยเรื่อง การสร้างลักษณะทางชาติพันธุ์ใหม่ของชาวเขาในเมือง : กรณีศึกษาการ
ปรับเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของชาวลีซอในเมืองเชียงใหม่
ผู้ทำวิจัย ทวิช จตุวรพฤกษ์
บทคัดย่อ
งานวิจัยชิ้นนี่ เป็นการศึกษาการปรับเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เพื่อเผชิญกับปัญหาในการดำรงชีวิตประจำวัน ของกลุ่มชาติพันธุ์บนที่สูงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกว่า “ลีซอ” พวกเขาได้ย้ายถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยในเมืองเชียงใหม่ การเคลื่อนย้ายครั้งนี้ เป็นการอพยพมาตั้งบ้านเรือน ณ ใจกลางเมืองที่เป็นศูนย์รวม มีความเจริญเติบโตในทุก ๆ ด้านของภาคเหนือ การปรากฏตัวของกลุ่มชาวเขาในเมืองใหญ่ครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้เข้ามาในฐานะคนป่าคนดอยที่มาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า กับข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น หรือเดินทางมาท่องเที่ยวชมเมือง เพื่อเปิดหูเปิดตาและวิสัยทัศน์ ขบวนคนทุกข์เหล่านี้เข้าไปอยู่ในเมืองในฐานะคนชายขอบที่ด้อยอำนาจและอับจน ผู้ประสบความพ่ายแพ้และความแตกพ่ายมาจากสมรภูมิทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นบนภูเขามาตลอดช่วงระยะเวลาประมาณ ๔๐ ปีที่ผ่านมา ภายใต้นามของ “การพัฒนาชาวนา”
ชุมชนแออัดได้ก่อกำเนิดและขยายตัวมากขึ้น ควบคู่ไปกับความจำเริญเติบโตและความโอฬารของเขตเมือง ชุมชนแออัด นอกจากจะเป็นกระจกเงาที่สะท้อนภาพความล้มเหลวของการพัฒนาที่ไม่สมดุล และภาพอัปลักษณ์ของความสวยงามของเมืองใหม่แล้ว ยังเป็นแหล่งรวมของบรรดาคนชายขอบจากเขตชนบทที่แตกพ่ายมาอยู่เมือง พื้นที่ชายขอบใจกลางเมืองเหล่านี้ เป็นเป้าหมายหรือเป็นทางเลือกเดียวที่กลุ่มคนทุกข์จากชายขอบของสังคม จะสามารถเข้าไปจับจองเป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งพำนักพักพิงได้ ถิ่นที่อยู่ของคนชายขอบเหล่านี้ จึงมากจะถูกปิดล้อมด้วยตึกรามอันทันสมัย ส่วนความเป็นอยู่และเสียงร่ำร้องของกลุ่มคนทุกข์เหล่านี้ ถูกกลบเกลื่อนด้วยความสับสนวุ่นวาย และเสียงจอแจของวงจรธุรกรรมกับความโอ่อ่าของวิถีชีวิตคนเมืองใหญ่
ส่วนเขตชานเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ชายขอบหรือดินแดนกันชนระหว่างเขตเมืองกับเขตชนบทโดยเฉพาะชานเมืองที่ยังคงมีสถานะเป็นเขตป่าตามกฎหมาย จะเป็นบริเวณที่กลุ่มคนจากหลากหลายที่มาต่างมุ่งหน้าไปจับจองและเข้าครอบครอง เนื่องจากมีการจัดการที่ไม่ปรากฏระบบกรรมสิทธิ์อันแน่ชัด ทำให้แต่ละกลุ่มสามารถอ้างสิทธิเข้าถือครองได้บ้าง เขตชานเมืองจึงเป็นพื้นที่เป้าหมายในการตั้งชุมชนใหม่ของคนลีซอกลุ่มหนึ่ง ที่ตกลงใจจะปรับเปลี่ยนตนเองให้เป็นลีซอชาวเมือง โดยการแบ่งแยกความเป็นตัวตนออกเป็นสองภาค คือ การมีชีวิตสังคมและประกอบอาชีพแบบคนเมือง ขณะเดียวกันยังคงพยายามสงวนรักษาและสืบสานวิถีชีวิตตามความคิดทางวัฒนธรรมของตนเองเอาไว้ด้วย
การถูกปิดล้อมหรือตกอยู่กลางวงล้อมของวิถีชีวิตชาวเมือง ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบงำของลัทธิบริโภคนิยม และกระบวนการกลายเป็นสินค้าอีกทอดหนึ่งนั้น ได้กดดันให้กลุ่มคนชายขอบทั้งที่อยู่ในชุมชนแออัดและชุมชนชายเมือง จำต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้จำต้องกลายเป็นคนเมือง ปัญหาสำคัญที่ต้องเผชิญหน้าชาวลีซอในเมือง ได้แก่ การมีชีวิตอยู่อย่างไม่มีตัวตนหรือไร้ศักดิ์ศรี ตามเกณฑ์คุณค่าหรือความเชื่อทางวัฒนธรรมของตนเองเหลืออยู่มากนัก การปรับเปลี่ยนเนื้อหาสาระทางวัฒนธรรมบางส่วน เพื่อสร้างสรรค์ความเป็นตัวตนทางชาติพันธุ์ใหม่ จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ชาวลีซอในเมืองเลือกใช้ สำหรับเป็นกลไกหรือเครื่องมือในการเผชิญหน้ากับปัญหาการดำรงชีวิตในเมือง ซึ่งในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้มีข้อค้นพบในประเด็นการสร้างตัวตนใหม่ของชาวลีซอในเมือง ๓ ประการ ซึ่งพอจะสรุปได้โดยสังเขปดังนี้
หนึ่ง การตีความจิตสำนึกของชาติพันธุ์ (Ethnic Consciousness) หรือการนิยามจินตนาการเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Imagination) ของชาติพันธุ์ใหม่ ชาวลีซอได้ปรับเปลี่ยนเนื้อหาสาระบางส่วนในตำนานว่าด้วยผู้นำทางการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ใหม่ โดยได้นำไปเชื่อมโยงหรือผสมผสานกับวัฒนธรรมไทยซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งที่มีอำนาจเหนือกว่าในชีวิตสังคม
สอง การประกาศความมีตัวตนของชาติพันธุ์ ชาวลีซอในชุมชนแออัด ได้กลับไปปรับปรุงศาลผีเสื้อบ้านของตนเองให้มีลักษณะทันสมัย ส่วนลีซอชานเมืองได้สร้างศาลผีเสื้อบ้านของตนเองขึ้นมาใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของชุมชนและบ่งบอกความมีตัวตนในเมือง นอกจากนั้น กลุ่มนี้ยังได้จัดพิธีปีใหม่และมีงานเลี้ยงใหญ่เพื่อให้คนรอบข้างได้รับรู้และยอมรับในความมีตัวตนของกลุ่ม
สาม การปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของความเป็นชาติพันธุ์ใหม่ ให้สอดคล้องกับภาวะทันสมัย ชาวลีซอในเมืองโดยเฉพาะคนขายของเก่าได้จำแลงแต่งเติมรูปลักษณ์ของตัววัตถุสิงของให้ดูราวกับเป็นสินค้าวัฒนธรรมในการขายจึงต้องอำพรางด้วยการแต่งกายตามจารีตประเพณี เพื่อเป็นหลักประกันให้ผู้ซื้อเข้าใจไปว่า ชาวเขากำลังขายของเก่า ในฐานะสินค้าอัตลักษณ์ ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้า เพื่อขายให้ได้กำไรสูงสุด
วิจัยเรื่อง การควบคุมทางสังคมของชุมชนชาวเขาโดยวัฒนธรรมชุมชน Social Control of
Hill Tribes Communities by Communities Culture
ผู้ทำวิจัย พระชยสร สมบุญมาก ( สมปุญ . โญ ) และพระมณเฑียร สังข์เงิน ( ถิรจิต . โต
บทคัด
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาจารีตที่มีอยู่ในชุมชน และที่ชุมชนใช้ในการควบคุมความประพฤติของคนในชุมชน ศึกษาวิธีการและกลไก ในการควบคุมความประพฤติของตนในชุมชนให้เป็นไปตามจารีต และศึกษารูปแบบ และวิธีการถ่ายทอดจารีต ประเพณี วัฒนธรรมและความเชื่อไปสู่คนรุ่นหลังในชุมชน พื้นที่วิจัยคือบ้านทุ่งหลวง หมู่ที่ 2 ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก การจับกลุ่มสนทนา โดยผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ผู้ใหญ่บ้าน ฮีโข่ ผู้เฒ่าผู้แก่ กลุ่มพ่อบ้านแม่บ้าน และกลุ่มหนุ่มสาว รวมทั้งการบันทึกข้อมูลภาคสนาม ข้อมูลได้รับการตรวจสอบ จำแนก วิเคราะห์ การตีความตามกรอบแนวคิดที่กำหนดไว้ และนำเสนอแบบการบรรยาย และสรุปเชิงวิเคราะห์ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
จารีตซึ่งได้แก่กฎเกณฑ์ข้อปฏิบัติ และข้อห้ามที่มีอยู่ในชุมชน และที่ชุมชนใช้ในการควบคุมความประพฤติของคนในชุมชนนั้นมีอยู่ 3 ประการ
1. จารีตที่ใช้ควบคุมพฤติกรรมในระดับปัจเจก มีอยู่ 4 ข้อ ได้แก่ ข้อห้ามระหว่างผู้น้อยกับผู้อาวุโสโดยผู้น้อยต้องเคารพผู้อาวุโส ห้ามคบชู้ ห้ามมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน และห้ามมีสามี – ภริยา หลายคน
2. จารีตที่ใช้ควบคุมความประพฤติกรรมในระดับกลุ่มเครือญาติ มีอยู่ 2 ข้อ ได้แก่ ห้ามไม่ให้แต่งงานกับเครือญาติ และห้ามทอดทิ้งผู้มีพระคุณ และบุตร
3. จารีตที่ใช้ควบคุมความประพฤติกรรมในระดับชุมชน มีอยู่ 4 ข้อ ได้แก่ ห้ามขายและเสพยาเสพติด ห้ามลักขโมย ห้ามทะเลาะวิวาท ห้ามเล่นการพนัน
จารีตที่ยังใช้ควบคุมพฤติกรรมของคนในชุมชนได้ผลได้แก่ ห้ามคบชู้ ห้ามมีสามี – ภริยาหลายคน ห้ามแต่งงานกับเครือญาติ ห้ามทอดทิ้งผู้มีพระคุณ
พฤติกรรมที่จารีตควบคุมไม่ได้ผล ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของหนุ่มสาย การขายและเสพยาเสพติด การลักขโมย การทะเลาวิวาท และการเล่นการพนัน
วิธีการและกลไกในการควบคุมความประพฤติของคนในชุมชนให้เป็นไปตามจารีต ได้แก่ วิธีการอบรมสั่งสอน การประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี การลงโทษ การขู่ ส่วนกลไกมีพระสงฆ์ ฮีโข่ หัวหน้าครอบครัว ผู้อาวุโส ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน กลุ่มเครือญาติ ระบบความสัมพันธ์ และระบบความเชื่อที่บุคคลมีต่อสิ่งสูงสุด และต่อคำสอนในศาสนา
รูปแบบและวิธีการถ่ายทอดจารีตประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อไปสู่คนรุ่นหลังของคนในชุมชน ได้แก่ รูปแบบมีการถ่ายทอดแบบบุคคลสู่บุคคล และแบบบุคคลสู่กลุ่มคน ส่วนวิธีการถ่ายทอดแบบเป็นทางการ และแบบไม่เป็นทางการ.
วิจัยเรื่อง การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของชาวเขาบนบริเวณดอยตุง
ผู้ทำวิจัย ชูพินิจ เกษมณี
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเขาบนดอยตุงเปรียบเทียบก่อนการพัฒนาและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงหลังการพัฒนาดอยตุง รวมทั้งทัศนคติของชาวเขาที่มีต่อการปรับตัวทางวัฒนธรรม
พื้นที่ศึกษาอยู่ในพื้นที่ของโครงการพัฒนาดอยตุง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยเลือกศึกษาที่หมู่บ้านมูเซอป่ากล้วย และหมู่บ้านอีก้อป่ากล้วย
วิธีการศึกษาได้จากการสัมภาษณ์แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับบุคคลผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งผู้นำ หมู่บ้าน ชาวบ้าน มูลนิธิ องค์กรพัฒนาเอกชน เจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการที่เข้าไปพัฒนาในพื้นที่และจากการเข้าไปสังเกตการณ์ในกิจกรรมของชาวบ้าน รวมทั้งการศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ผลการวิจัยพบว่า มีความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ดังนี้
๑. การเปลี่ยนแปลงในด้านการหาเลี้ยงชีพซึ่งเดิมชาวเขามีอาชีพเพาะปลูกซึ่งมีรายได้น้อย
แต่มีอาหารสำรองไว้ยังชีพ มาเป็นอาชีพรับจ้าง ที่มีรายได้ดีกว่า แต่ก็มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น และเมื่อมีการจ้างงานมีน้อยลง รายได้ก็ลดลง ต้องออกไปหางานทำนอกโครงการพัฒนาดอยตุง ทำให้เกิดความเครียดและความสัมพันธ์ต่อกันในสมาชิกของครอบครัวลดลง
๒. เมื่อความเจริญเข้ามาสู่พื้นที่ดอยตุง มีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำให้ที่ดินมีราคา
แพงเป็นที่ต้องการของนักลงทุน ชาวเขาจึงเกิดวิตกกังวลในการดำรงชีวิต เนื่องจากยังไม่ได้มีสิทธิ์ในการเป็นพลเมืองไทยโดยสมบูรณ์ จึงยังไม่มีสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน
๓. เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องทัศนคติ ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม และพฤติกรรมใน
กลุ่มชาวเขาเนื่องจากการพัฒนานำความเจริญและเทคโนโลยีเข้ามาสู่วิถีชีวิตของชาวเขา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ก่อนให้เกิดปัญหาขึ้นในการดำรงชีวิต
