ปัญหาด้านต่างๆของชาวเขา

ปัญหายาเสพติด

สถานการณ์ปัญหายาเสพติดภาคเหนือ

หากมองโดยรวม ปัญหายาเสพติดภาคเหนือมีขนาดความรุนแรงและมิติของปัญหาต่างจากภาคอื่น เนื่องจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศ พื้นที่บริเวณชายแดนภาคเหนือติดกับพื้นที่ของประเทศสหภาพพม่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และจีนตอนใต้ ซึ่งมีแหล่งผลิตยาเสพติดตามแนวตะเข็บชายแดน เช่น ชายแดนพม่ายังมีการผลิตฝิ่น เฮโรอีน ATS หรือยาบ้า ยาไอซ์ สำหรับชายแดนประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวยังคงผลิตฝิ่น ยาบ้าอัดเม็ด และผู้ค้าลักลอบลำเลียงส่งผ่านตามบริเวณชายแดนเข้าสู่ประเทศไทย เพื่อจำหน่ายและส่งออก

สาเหตุที่ยังคงมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามบริเวณแนวชายแดน เกิดจึ้นจากสภาพปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศ ปัจจัยภายนอกเกิดจากแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ยังคงผลิตยาเสพติดสำคัญอยู่ เช่น ชนกลุ่มน้อยในสภาพพม่ายังจำเป็นต้องหารายได้และสะสมทุนเพื่อต่อสู้ เพื่อสร้างฐานอำนาจ และชาวบ้านในหมู่บ้านชายแดนส่วนใหญ่เป็นชาวจีนฮ่อ มีความสัมพันธ์และเกรงกลัวอิทธิพลของฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะความยากจน ทำให้มีแรงจูงใจและแรงกดดันให้ชาวเขาและชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนนอกประเทศ เป็นผู้ลำเลียงและผู้ค้ายาเสพติด สำหรับชาวเขาในประเทศที่หลงผิดไปเป็นเครื่องมือในการขนลำเลียงและค้ายา ก็เกิดจากปัญหาความยากจน ที่ทำกินไม่เพียงพอ ขาดจิตสำนึกและความภักดี นอกจากนี้ยังมีสาเหตุสำคัญ คือ นักค้ารายสำคัญยังไม่ถูกทำลายและยุติบทบาท นักค้ารายย่อยยังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และนักค้ารายใหม่เกิดขึ้น ที่สำคัญยังมีกลุ่มผู้ต้องการยาเหลืออยู่ คือ ผู้ใช้ ผู้ติดยาที่ยังไม่เข้ารับการบำบัด และกลุ่มที่ยังรักหาไม่หายขาด

สำหรับสถานการณ์ภายในประเทศ ในพื้นที่ภาคเหนือจากการสำรวจระหว่างปี พ.ศ. 2545 – 2547 พบว่ายังคงมีการลักลอบปลูกฝิ่นในหลายพื้นที่ ใน 11 จังหวัด คือ ตาก กำแพงเพชร เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง น่าน เพชรบูรณ์ แพร่ พะเยา พิษณุโลก และที่สำคัญพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำจังหวัดเชียงราย ยังคงเป็นแหล่งปลูกฝิ่น ผลิตยาเสพติดที่สำคัญ เช่น เฮโรอีน และ ATS คือยาบ้า และยาไอซ์

ปัญหาของยาเสพติดในภาคเหนือ มีความสัมพันธ์กับปัญหาอื่น ๆ ทั้งปัญหาการเมือง เช่น การซื้อเสียง ปัญหาความมั่นคง เช่น การค้ามนุษย์ แรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง การค้าอาวุธสงคราม ปัญหาเศรษฐกิจ เช่น เศรษฐกิจฟุบ ตกต่ำ มีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือปัญหาสังคมอื่น ๆ เช่น ครอบครัวล่มสลาย มือปืนรับจ้าง อาชญากรรมที่เกิดจากการประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน เช่น ปล้น ฆ่า ปัญหาเกิดจากบ่อนการพนัน ซ่องโสเภณี เด็กเร่ร่อน ซึ่งปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ โยงใยต่อปัญหายาเสพติดทั้งสิ้น

ดังนั้น การปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดในภาคเหนือ จึงเน้นจุดพื้นที่ชายแดน พื้นที่ พักยาตอนในซึ่งมีประมาณ 30 แห่ง และพื้นที่กลุ่มชาวเขา นอกจากการกวาดล้างแล้วยังเน้น การพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนเข้มแข็ง เสริมสร้างปัญหาความยากจน แรงกดดันเรื่องที่ทำกิน ไม่เพียงพอ การลดอิทธิพลฝ่ายตรงข้าม และการบริหารจัดการแก้ปัญหาที่สูงและชาวเขา ที่สำคัญคือ การลด ความต้องการ (Demand) ของผู้เสพ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันแม้การแพร่ระบาด ของยาเสพติดในภาคเหนือโดยทั่วไปลดลง แต่การใช้ยาบ้าและสารระเหยยังคงมีมาก มีการใช้ Club Drugs คือ โคเคน ยาเค ยาอี และวัตถุออกฤทธิ์มากขึ้น โดยกลุ่มผู้ใช้ คือ วัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา กลุ่มผู้ใช้แรงงานการเกษตร จำเป็นที่ทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จะต้องร่วมมือกัน สอดส่อง ดูแล ป้องกัน และปราบปราม มิให้ปัญหายาเสพติดเกิดขึ้นซ้ำซาก จะต้องร่วมมือกันต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดให้ได้อย่างยั่งยืนและตลอดไป ทั้งนี้ เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ฯ 5 ธันวาคม 2547

ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน


สิทธิชุมชนชาวเขาปัจจุบันและอนาคต

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และกรศึกษาทางมานุษยวิทยา   สังคมไทยต้องยอมรับความจริงว่า   ชาวเขาในเมืองไทยส่วนใหญ่เป็นคนไทย   พวกเขาย่อมมีสิทธิในการอาศัยอยู่ในประเทศไทย    รัฐไม่ยอมรับว่าชุมชนชาวเขาบนพื้นที่สูงเป็นชุมชนที่ถูกต้องตามกฎหมาย   ถูกมองว่าเป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและหล้าหลัง

จากการศึกษาในปัจจุบันพบความล้มเหลวในการพัฒนาชาวเขาให้เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง   แต่ชุมชนชาวเขาไม่สามารถใช้สิทธิของตนเองได้   ถูกละเมิดสิทธิตามกฎหมายและยังถูกผู้บัวคับใช้กฎหมายไล่ล่าเหมือนกับไม่ใช่พลเมืองไทย

ปัญหาและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิชุมชนชาวเขา

สิทธิความเป็นพลเมืองไทยและสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติบนที่สูง   ชาวเขาเน้นสิทธิความเป็นพลเมือง   ถือเป็นหลักไมล์ของการต่อสู้   และต้องได้รับสิทธิในการจัดการทรัพยากรบนที่สูง   เพื่อที่จะธำรงรักษาชุมชน  และประเพณีดั้งเดิมของตนเองได้

ชาวเขามักถูกมองว่าเป็นชนกลุ่มน้อยซึ่งทำให้สิทธิในฐานะประชาชนนั้นน้อยลงไปด้วย    คนทั่วไปไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับชาวเขา    ถูกมองว่าเป็นคนอื่นที่มาแทรกอยู่ในสังคมไทย   เป็นชาว “เขา”  ไม่ใช่ชาว  “เรา”       สำหรับชาวเขานั้นกรมการปกครองได้แบ่งชาวเขาออกเป็น  ๒ กลุ่ม    คือ   ชาวเขาดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร    ไม่สามารถติดต่อกับทางการได้จึงไม่มีทะเบียนบ้านและไม่มีบัตรประชาชน    ส่วนชาวเขาอีกกลุ่มเรียกว่าชาวเขานอก    คือ   กลุ่มที่อพยพมาจากประเทศเพื่อนบ้าน   เช่น   พม่า  ลาว  และจีน   เข้ามาอยู่ในประเทศมีลูกหลานอยู่ในเมืองไทยเป็นระยะเวลานานพอสมควร     ชาวเขาไม่สามารถดำรงอยู่ได้   หากไม่มีการรับรองสิทธิเพราะพวกเขามีจารีตประเพณีและวิถีการผลิตขึ้นอยู่กับสภาพที่ตั้งและสภาพแวดล้อมของชุมชน   ปัญหาสิทธิในการจัดการและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นที่สูงนี้เป็นผลนโยบายป่าไม้มาจากรัฐบาล    ที่กำหนดขึ้นโดยไม่ยอมรับรู้ถึงการมีอยู่ของชุมชนชาวเขาบนที่สูง   เกิดการประกาศเขตป่าสงวน    เขตอุทยาน   เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทับเขตที่ทำกินของชาวเขา   เกิดการจับกุมและดำเนินคดีชาวเขาทั้งโดยยุติธรรมและไม่ยุติธรรมจำนวนมาก    รัฐปิดกั้นไม่ให้ชาวเขาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิต    ขับไล่ชาวเขาออกจากชุมชนหมู่บ้าน

ปัญหาไม่มีไม่มีที่ทำกินบนพื้นราบมีส่วนผลักดันให้ชาวบ้านพื้นราบขยายที่ทำกินไปบนที่สูงทำให้ป่าไม้ถูกบุกรุกทำลายเช่นกัน     รัฐบาลแก้ไขการการบุกรุกป่าไม้โดยไม่ได้เริ่มตั้งแต่สาเหตุสำคัญ    คือ   ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกิน   ชาวพื้นราบจำนวนมากต้องการขึ้นไปทำไร่บนที่สูง   หรือรับจ้างนายทุนตัดไม้โดยผิดกฎหมาย

คดีของชาวเขาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชน


คดีการจับกุมชาวเขามักดำเนินเป็นพิเศษ   ปัญหาที่นำไปสู่การจับกุมชาว   ได้แก่   ปัญหาที่ดินทำกินในเขตป่าสงวน   และความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้     ในบางกรณีแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองนั้นได้ทำการละเมิดรัฐธรรมนูญ   เช่น

๑.      ทำการจับกุมโดยไม่มีหมายจับ

๒.    ทำการจับกุมขณะอยู่ในเคหะสถาน

๓.     ทำการจับกุมโดยไม่มีการกระทำความผิดซึ่งหน้า

๔.     การจับกุมนั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

๕.     การจับกุมนั้นเป็นการกระทำที่ละเมิดจารีตประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน

คดีชาวลาหู่บ้านห้วยปง  หมู่ ๕ ตำบลแม่นะ  อำเภอเชียงดาว  จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ถูกจับกุม    คือ  นายจะบอย  จะโหล   และนายปะเสือ  จะกอ   เมื่อวันที่  ๓  เมษายน  ๒๕๔๑     ในข้อหาว่ากระทำผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ.  ๒๕๐๗ ฐานร่วมกันถือครองทำประโยชน์   อยู่อาศัยในที่ดิน   สร้างหรือกระทำด้วยประการใดๆ  อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ   โดยไม่ได้รับอนุญาตตากพนักงานเจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ให้การว่าได้พบราษฎรบุกรุกแผ้วถางป่า   ปลูกสร้างบ้านเรือนในเขตป่าสงวนแห่งชาติ   สภาพการบุกรุกประมาณหนึ่งเดือน    ลักษณะเป็นการบุกรุกใหม่   สภาพรอบๆ  เป็นพื้นที่ป่าสมบูรณ์   ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้  เพราะเข้ามาอาศัยอยู่แล้วประมาณ  ๑๕  ปี  โดยยังรักษาพื้นที่รอบๆ  ให้เป็นป่าสมบูรณ์   นายจะบอย  จะโหล และนายปะเสือ  จะกอ   ให้การว่าอาศัยอยู่ในที่ดินที่เป็นปฏิรูปที่ดินของสำนักงานปฏิรูปที่ดิน   เจ้าหน้าที่ป่าไม้   ๕๐  คน   ใช้รถ  ๒๗  คันบุกเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อปิดล้อม  เป็นการกระทำที่ลุแก่อำนาจ  และละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล   เป็นการจับกุมในเคหะสถานที่ที่อยู่อาศัย    โดยไม่มีหมายจับหรือหมายค้นประการใด

แนวทางและนโยบายเกี่ยวกับสิทธิชุมชนชาวเขา :  การแก้ปัญหาของรัฐ    การดำเนินการขององค์กรพัฒนาเอกชน   และการตอบสนองของชุมชนชาวเขา

การแก้ไขปัญหาของรัฐไม่ปรากฏผลในทางปฏิบัติที่ชัดเจนปัญหาชุมชนบนพื้นที่สูงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ข้อสรุปและแนวทางการแก้ไขปัญหาเฉพาะในส่วนของชาวเขาดังนี้

๑.      ปัญหาเกี่ยวกับสัญชาติและความเป็นพลเมืองเกี่ยวกับชาวเขา

๒.    กลุ่มป่าไม้   ปรับปรุงกฎหมายป่าไม้

๓.     ให้ประชาชนอยู่ในพื้นที่ป่ามาขึ้นทะเบียนรายชื่อขอบเขตพื้นที่ทำกิน

รัฐได้ยอมรับชื่อของชาติพันธุ์ชาวเขาตามที่ชาวเขาเรียกขานตนเอง   เพื่อแก้ไขปัญหาการไม่เคารพถึงสิทธิในกากำหนดชื่อชาติพันธุ์ของตนเอง   เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะต้องระบุชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ลงในทะเบียนราษฎรตามชื่อหลักที่กำกำหนดขึ้นมาใหม่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง

ผลจากกฎหมายและนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของรัฐที่บังคับใช้ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน    ทำให้เกิดปัญหาเรื้อรังกับชุมชนชาวเขา  ได้แก่

๑.      ชาวเขามักถูกบีบบังคับให้อพยพจากชุมชนของตนบนพื้นที่สูงทั้งทางตรง  และทางอ้อม

๒.    ชุมชนชาวเขาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าถูกจำกัดการพัฒนาสร้างความยากลำบากในการดำรงชีวิตให้กับชาวเขา

๓.     ชาวเขาถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจข่มขู่  ขูดรีด  ถูกจับกุม  และขังคุกโดยไม่สามารถปกป้องสิทธิของตนในฐานะที่เป็นคนไทย

๔.     กฎหมายสัญชาติและกฎหมายป่าไม้ขัดแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ

๕.     สร้าง ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวเขากับชาวพื้นราบแบ่งได้เป็นความขัดแย้งในเรื่อง การจัดการทรัพยากรกับการแย่งชิงกันใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

จิตสำนึกในชุมชนสร้างขึ้นมาใหม่ได้จากพื้นฐานของจารีตประเพณีดั้งเดิม   แต่ในปัจจุบันความเข้มแข็งของชุมชนจะเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องมีปัจจัยสำคัญดังต่อไปนี้

๑.      มีผู้นำที่เข้มแข็ง   มีความรู้ในกฎระเบียบและข้อกฎหมายต่าง ๆ สามารถต่อรองกับหน่วยงานของรัฐและสามารถประสานสามัคคีของชาวบ้านได้

๒.    ความสำนึกในสิทธิของชุมชน  สมาชิก ของชุมชนตระหนักว่าสิทธิต่างๆ นั้นจะขึ้นอยู่กับความเป็นชุมชนให้มีการพัฒนากฎเกณฑ์และสร้างความชอบธรรมของ สิทธิชุมชนขึ้นมาบนรากฐานของความเป็นชุมชนชาติพันธุ์

๓.     ศักยภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกในชุมชน  ได้แก่การพึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจและความสามารถของคนในสังคม

ปัญหาด้านสัญชาติ


ในทางกฎหมาย สัญชาติ มีความหมายเฉพาะถึงสัญชาติที่เป็นความผูกพันระหว่างบุคคลนั้นสังกัดอยู่กับ รัฐใด การที่บุคคลถือสัญชาติในรัฐใดมีผลต่อการที่รัฐนั้นจะสามารถใช้อำนาจในทางกฎหมายแก่บุคคลดังกล่าว บุคคลผู้ถือสัญขาติเดียวกันก็มีสิทธิในด้านต่างๆเหมือนกัน

สัญชาติ เป็นสิ่งที่ถูกใช้ทั้งในทางกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในของรัฐ ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นอำนาจภายในของรัฐที่จะวางหลักในทางกฎหมาย ในการกำหนดสัญชาติของบุคคล หลักที่สำคัญสองประการคือ หลักดินแดน และหลักสืบสายโลหิต

ใน ทางนิตินัยพื้นที่ต่างๆบนโลกต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐใดรัฐหนึ่ง ดังนั้นประชาชนทุกแห่งก็ต้องมีรัฐที่ตนขึ้นต่อหรือมีสัญชาติในทางกฎหมาย การยอมรับว่าประชาชนแต่ละคนต้องมีสัญชาติได้ยอมรับไว้ในปฎิญญาสากลว่าด้วย สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ค.ศ.1948 โดยบัญญัติไว้ว่า

“ทุกคนมีสิทธิในสัญชาติ และ บุคคลจะไม่ถูกเพิกถอนสัญชาติตามอำเภอใจ”

ดัง นั้นการมีสัญชาติของบุคคลในลักษณะที่มีความมั่นคงซึ่งจะไม่ถูกปฏิเสธหรือ เพิกถอนจากรัฐจึงเป็นสิทธิที่บุคคลต่างๆควรจะได้รับไม่ว่าจะอาศัยอยู่แห่งใด บนโลกใบนี้

แต่ในความเป็นจริงนั้น มีบุคคลจำนวนมากที่ประสบปัญหาในเรื่องหารถือสัญชาติ และมีผลให้ตกอยู่ในสถานะของคนไร้สัญชาติ ซึ่งอาจมีสาเหตุหลายประการ เช่น การอพยพโยกย้ายเนื่องจากสงคราม การไม่ยอมรับชนกลุ่มน้อยหรือชนพื้นเมืองในดินแดนของรัฐ

นอก จากสัญชาติจะเป็นสิ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับบุคคลในทางการเมือง แล้ว สัญชาติยังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเป็นพวกเดียวกัน และพร้อมกันนั้นก็ได้สร้างความเป็นคนอื่นให้กับผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติเดียว กัน สิ่งที่ตามมาก็คือคนที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทยเหมือนกันก็ย่อมจะได้รับการ ปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกับผู้ที่ถือสัญชาติไทย เช่น ค่าแรงของแรงงานต่างด้าวที่จะไม่จำเป็นต้องได้เท่ากับเรงงานไทย นอกจากนี้ในบางครั้งยังทำให้เกิดความเข้าใจว่าสัญชาติที่แต่บุคคลมีอยู่เป็น สิ่งที่สืบทอดต่อเนื่องยาวนานมาพร้อมๆกับการก่อตัวของรัฐไทย

ความ เข้าใจเช่นนี้เองอาจทำให้เกิดความเขื่อที่ว่ารัฐไทยประกอบไปด้วยพลเมืองที่ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ง่ายต่อการจะกีดกันบุคคลที่มีความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชนกลุ่มน้อยที่มีอยู่มากมายให้กลายเป็น คนต่างด้าว ที่ไม่ใช่คนไทยไป ทั้งที่สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลายในทางวัฒนธรรม รวมถึงการละเลยความจริงที่ว่า สัญชาติเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและเป็นการสร้างที่เพิ่งบังเกิดขึ้นไม่นานมา นี้เอง

จาก การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐตั้งแต่ในสมัยที่การปกครองยังคง เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนถึงปัจจุบันทำให้สรุปได้ว่า สัญชาติในความหมายที่เป็นความผูกพันระหว่างบุคคลที่มีต่อรัฐ เป็นเพียงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่ดำเนินควบคู่มากับการก่อตัวของรัฐชาติ สำหรับประเทศไทยสัญชาติเพิ่งปรากฏขึ้นในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5-6 นี้เอง ดังนั้นสัญชาติจึงไม่ใช่สิ่งที่ดำรงอยู่มายาวนานในประวัตศาสตร์ หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับรัฐชาติ และเปนสิ่งที่ถูกกำหนดเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองแห่งรัฐให้เกิดขึ้น

ใน ระยะแรกสัญชาติเป็นการหลอมรวมผู้คนที่แม้จะมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมเข้ามา อยู่ภายใต้อำนาจแห่งรัฐด้วยการลดทอนความแตกต่างทางวัฒนธรรมลงไป แต่เมื่อมาถึงปัจจุบัน สัญชาติกลับเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือของการจำแนกว่าบุคคลใดมีลักษณะแตก ต่างไปจากตนเองบ้าง

ตัวอย่างหนึ่งของปัญหาการไร้สัญชาติที่เห็นได้ชัดเจนก็คือสัญชาติของชาวเขา ข้าพเจ้าขอสรุปบทความเรื่อง เขาถูกบังคับให้ไร้สัญชาติ ของ สมชาย ปรีชาศิลปกุล ดังนี้

“ชาวเขา (หรือที่เรียกกันในภาษาของหน่วยงานราชการว่าบุคคลบนพื้นที่สูง) เป็นกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งที่เผชิญกับภาวะของการเป็นคนไร้สัญชาติ การมี/ไม่มีสัญชาตินั้นมีความหมายสำคัญต่อการดำรงชีวิตอยู่ของผู้คนในห้วง เวลาปัจจุบัน หากปราศจากสัญชาติแล้วบุคคลก็อาจไม่มีความมั่นคงของการมีชีวิตอยู่ภายในรัฐ

จากการสำรวจของทางสภาความมั่นคงและสำนักทะเบียนกลางระบุว่ามีชาวเขาที่จัดเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองมาใหม่จำนวน 220,527 คน (ตัวเลขนี้ต่างจากการประเมินขององค์กรพัฒนาเอกชนที่มีจำนวนมากกว่า) ที่จะไม่ได้รับสิทธิและสถานะใดๆ เลย
คำถามที่สำคัญก็คือว่ากลุ่มคนทั้งหมดนี้เป็นชาวเขาที่เพิ่งอพยพเข้ามาใหม่จริงหรือ

ตามหลักกฎหมายเรื่องสัญชาติของไทย บุคคลที่เกิดในประเทศไทยนับตั้งแต่ พ.ศ. 2456 มาจนกระทั่งถึง พ.ศ. 2515 จะได้รับสัญชาติไทยโดยไม่พิจารณาว่าบิดาหรือมารดาจะเป็นคนไทยหรือไม่ จะเข้าเมืองโดยถูกกฎหมายหรือไม่ก็ไม่เป็นเงื่อนไขในการตัดสิทธิไม่ให้ได้รับ สัญชาติ ลำพังการเกิดในประเทศไทยก็จะทำให้ได้รับสัญชาติไทยทันที อันเป็นการได้รับสัญชาติตามหลักดินแดน (jus soli)

หากพิจารณาในทางกฎหมาย ชาวเขาทุกคนที่เกิดในประเทศไทยก่อน พ.ศ. 2515 ก็ย่อมได้รับสัญชาติไทยทันที ดังนั้นการจำแนกสถานะของชาวเขาตามที่ทางหน่วยงานได้กระทำจึงสอดคล้องกับหลักกฎหมายในเรื่องสัญชาติ

แต่ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติการแยกแยะว่าบุคคลใดที่ถือกำเนิดขึ้นในหรือนอกประเทศไทยสำหรับ ชาวเขาเป็นเรื่องที่ไม่สามารถกระทำได้โดยง่าย

ความ สามารถของรัฐไทยในการเข้าถึงประชาชนกลุ่มที่เป็นชาวเขานั้นมีอยู่อย่างจำกัด ในอดีต อันเนื่องมาจากถิ่นที่อยู่ของชาวเขาอยู่ห่างไกลจากเส้นทางคมนาคมซึ่งทำให้ ความเป็นอิสระของชาวเขามีอยู่สูงจากอำนาจรัฐ
ภายหลัง พ.ศ. 2515 ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลักกฎหมายเรื่องสัญชาติ คณะปฏิวัติที่นำโดยจอมพลถนอม กิตติขจรได้ออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับ 337 (ปว. 337) มีเนื้อหาจำกัดสิทธิการได้สัญชาติของบุคคลที่เกิดในประเทศไทยที่เคยเป็นมา แต่เดิม โดยนับจากนี้ไปเพียงการเกิดในประเทศไม่เป็นผลให้บุคคลนั้นได้สัญชาติไทย

เป้าหมายของ ปว. 337 จึงมุ่งจำกัดสิทธิในการได้สัญชาติของบุคคลที่เป็นบุตรคนต่างด้าวและเข้า เมืองมาในลักษณะไม่ถาวร ที่ทางรัฐพิจารณาแล้วว่าอาจเป็นภัยต่อประเทศชาติ ดังนั้น ในกรณี สำหรับกลุ่มชาวเขาแล้ว จึงไม่เข้าข่ายที่จะถูกจัดอยู่ในข้อจำกัดตาม ปว. ฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นชาวเขาที่อยู่มาดั้งเดิม และถือกำเนิดภายในประเทศไทยก่อนหน้า พ.ศ. 2515 ก็ย่อมได้สิทธิในการถือสัญชาติไทยอย่างแน่นอน

อย่าง ไรก็ตาม ได้เกิดปัญหาขึ้นในทางปฏิบัติว่าเมื่อจะมีการให้สัญชาติแก่ชาวเขาเกิดขึ้นใน ปัจจุบัน ทางหน่วยงานของรัฐก็ต้องคำนึงด้วยว่าบุคคลเหล่านี้ได้ถือกำเนิดขึ้นประเทศ ไทยก่อน พ.ศ. 2515 หรือไม่ หรือถือกำเนิดขึ้นจากบุคคลที่เป็นคนต่างด้าวตามที่เป็นข้อจำกัดใน ปว. 337 หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างมากว่า จะอาศัยหลักฐานอะไรมาเป็นเงื่อนไขในการพิสูจน์ถึงสถานะของการเป็นชาวเขาดั้ง เดิมที่อยู่ติดแผ่นดิน

แม้ กฎหมายจะให้สิทธิในการถือสัญชาติไทย แต่เมื่อปราศจากหลักฐานพิสูจน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานทางราชการ (ที่ก็ไม่มีอยู่ในความเป็นจริง) เมื่อไม่มีหลักฐานยืนยันถึงความเป็นชาวเขาดั้งเดิม จึงมีผลทำให้ชาวเขาเป็นจำนวนนับแสนคนถูกจัดกลุ่มอยู่ในสถานะของชาวเขาผู้ อพยพเข้ามาใหม่ บางคนอาจได้สถานะต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยในประเทศไทย ขณะที่บางส่วนไม่ได้รับสถานะใดเลย
เมื่อ นึกถึงชาวเขา สำหรับสังคมไทยแล้วส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าสาเหตุที่บุคคลเหล่านี้ไม่มีสัญชาติ เป็นเพราะบุคคลเหล่านี้ “ไม่ใช่คนไทย” แต่ในความเป็นจริงบนดินแดนของประเทศไทย มีคนกลุ่มนี้อาศัยอยู่มาเป็นเวลานาน และหากพิจารณาตามหลักกฎหมายเรื่องสัญชาติก็ควรมีสิทธิได้รับสัญชาติไทย

แต่ เพราะข้อจำกัดบางประการ เฉพาะอย่างยิ่งดังที่ได้กล่าวมาแล้วความสามารถของรัฐไทยในการเข้าถึงประชาชน ในพื้นที่ห่างไกลยังอยู่ในระดับที่ต่ำ รวมทั้งรัฐไทยเองก็ยังไม่ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการจัดทำเอกสารทาง ทะเบียน เพื่อจำแนกแยกแยะบุคคล ดังนั้นแม้ ปว.337 จะมุ่งเน้นการจำกัดการให้สัญชาติแก่บุคคลที่อพยพหลบหนีเข้าเมืองมาโดยผิด กฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติก็เกิดปัญหาในการจำแนกแยกแยะบุคคลเหล่านี้มิใช่น้อย

ข้อ จำกัดดังกล่าวเป็นที่ยอมรับในหน่วยงานของรัฐที่ทำงานเกี่ยวข้องกับชาวเขา คณะอนุกรรมการชาวเขาสาขาการปกครองและการทะเบียน ได้มีความเห็นต่อการจัดการทางทะเบียนแก่ชาวเขาเมื่อ 8 พ.ค. 2516 ว่า

“ชาว เขาส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีรกรากอยู่ในเขตแดนของประเทศไทยเป็นเวลาช้านานแล้ว ตามหลักกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ ชาวเขาเหล่านั้นก็เป็นคนไทยหรือมีสัญชาติไทยอยู่แล้ว ชาวเขาเหล่านี้จะมีข้อบกพร่องตรงที่มิได้มีชื่อในทะเบียนบ้านเท่านั้น ซึ่งข้อนี้ก็ไม่ใช่ความผิดของชาวเขา หากแต่ว่าทางราชการไม่อาจส่งเจ้าหน้าที่ออกไปปกครอง ควบคุม ดูแลให้ถึงที่อยู่ของชาวเขาต่างหาก”

การ จะเป็นไทยหรือไม่เป็น จึงอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุผลว่าเป็นคนไทยหรือไม่ หากเป็นเพราะว่าเขาเหล่านั้นถูกบังคับจากอำนาจรัฐ และช่องว่างของกฎหมายให้กลายไปเป็นคนไร้สัญชาติ

ตัวอย่างข่าวปัญหาเรื่องสิทธิของชาวกะเหรี่ยง


กะเหรี่ยงทวงสิทธิ์ ชุดไทยยูนิเวิร์ส เลียนแบบชุดปะด่อง

ชุด ประจำ ชาติ miss universe

ไข่มุก ชุติมา ดุรงค์เดช โชว์ ชุดประจำชาติ


กะเหรี่ยงทวงสิทธิ์-ชุดไทยยูนิเวิร์ส เลียนแบบ ชุดปะด่อง แต่ไม่ดูแล ให้สัญชาติ คนคอยาว (ข่าวสด)

ชุดประจำชาติ ไทย ของผู้เข้าประกวด มิสยูนิเวิร์ส  2009 ได้รับรางวัลที่ 3 เป็นเรื่อง ผู้แทนชนเผ่าทวงสิทธิ์ ชี้เป็นชาวปะด่องหรือกะเหรี่ยงคอยาว ดัดแปลงนำเอาชุดชนเผ่ามาใช้ประโยชน์ทางด้านการค้า อ้างเป็นชุดประจำชาติไทย ทั้งๆ ไม่ได้ยอมรับความเป็นมนุษย์ แถมมองไม่เห็นหัวชาวชนเผ่าดังกล่าวที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ แม้แต่สัญชาติไทยก็ไม่เคยให้ ทำให้ต้องอยู่ในสถานะผู้อพยพมาตลอด ด้านผู้ออกแบบก็เพิ่งรู้ว่าชนเผ่าดังกล่าวไม่ได้รับสิทธิเป็นพลเมืองไทย แนะรัฐบาลให้สัญชาติไทยเพื่อความเสมอภาค

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 ส.ค. นายไวยิ่ง ทองบือ เจ้าหน้าที่เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) ได้ออกมาเปิดเผยกรณี “น้องไข่มุก” น.ส.ชุติมา ดุรงค์เดช มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ที่เข้าร่วมประกวด มิสยูนิเวิร์ส 2009 ใช้ชุดแต่งกายแบบกะเหรี่ยงคอยาว จนได้รับรางวัลจากการประกวด มิสยูนิเวิร์ส 2009 ที่ประเทศบาฮามาส ว่า ตอนแรกก็ขอแสดงความยินดีด้วยกับน้องไข่มุกที่ได้รับรางวัลชนะเลิศชุดประจำ ชาติ อันดับที่ 3 แต่จากการดูภาพจากหน้าหนังสือพิมพ์ข่าวสดแล้ว ช่วงบนจะออกไปในการแต่งตัวของลักษณะชนเผ่าของเผ่าหนึ่ง เป็นชนเผ่าปะด่อง หรือกะเหรี่ยงคอยาว ส่วนช่วงล่างออกมาในลักษณะของชุดประจำชาติไทยแบบไทยโบราณ โดยภาพรวมเขาก็บอกว่าเป็นชุดประจำชาติ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

นายไวยิ่งกล่าวต่อว่า แต่ที่นี้ข่าวออกมาว่าเป็นชุดประจำชาติ ขณะที่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ถือเป็นข้อมูลที่ผิดพลาด โดยเฉพาะพี่น้องกะเหรี่ยงคอยาว ถือเป็นชนเผ่าที่อพยพหนีเข้ามาในประเทศไทย และรัฐบาลไทยเองก็ยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนไทย และที่ผ่านมาก็บอกว่าเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง แต่ตอนนี้กลับเอาสัญลักษณ์เขามาใช้ แต่ไม่ยอมรับหรือให้เขาใช้สัญชาติไทยจนถึงบัดนี้

“ผม คิดว่าเรื่องความเหมาะสมอาจจะไม่ถูกต้องนัก คือข้อมูลไม่ถูกต้อง แต่อาจจะถือเป็นโอกาสของพี่น้องปะด่อง หรือกะเหรี่ยงคอยาว ที่จะบอกว่าขนาดชุดประจำชาติที่ออกมาในลักษณะพี่น้องชนเผ่า ยังบอกว่าเป็น ชุดประจำชาติ ไทย ทั้งที่เป็น ชุดประจำชาติ ชนเผ่า หากมองในแง่ของโอกาส ก็จะเป็นโอกาสให้พี่น้องของชาวปะด่อง เพราะว่ารัฐเองในงานระดับ มิสยูนิเวิร์ส ก็ยังเอาชุดหรือสัญลักษณ์ของกะเหรี่ยงคอยาวไปบอกว่าเป็น ชุดประจำชาติ แม้แต่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเอง งานการประชาสัมพันธ์ยังบอกว่าเป็น ชุดประจำชาติ แต่สิทธิขั้นพื้นฐานนั้นพี่น้องชาวปะด่องหรือกะเหรี่ยงคอยาวไม่ได้เป็น สัญชาติหรือพลเมืองไทยแต่อย่างใด มักจะถูกเขาเอาสัญลักษณ์ของกะเหรี่ยงคอยาวไปประยุกต์ในรูปแบบต่างๆ ในเรื่องผลประโยชน์เป็นส่วนมาก” นายไวยิ่งระบุ

Miss Universe 2009

นายไวยิ่ง ยังกล่าวด้วยว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือภาครัฐควรหาทางแก้ไขเรื่องนี้ให้ถูกต้อง หากต้องการใช้สัญลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงคอยาว เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยว หรือเพื่อโปรโมตประชาสัมพันธ์อะไรก็ตามที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทย ก็ต้องยอมรับพวกเขาเหล่านี้ ทำเรื่องแก้ไขกฎหมายให้ถูกต้อง เพราะทุกวันนี้ชาวกะเหรี่ยงคอยาวถูกขบวนการด้านธุรกิจนำมาหาผลประโยชน์ตลอด ในขณะนี้พี่น้องชาวชนเผ่ากะเหรี่ยงคอยาว สิทธิขั้นพื้นฐานถือว่าอยู่ต่ำสุดมากๆ ถูกเอารัดเอาเปรียบทุกรูปแบบ เมื่อพบปัญหาแบบนี้ทางภาครัฐและเอกชนที่อาศัยผลประโยชน์จากการแต่งกายของชาว กะเหรี่ยงคอยาว ควรจะหันมาให้การช่วยเหลือเขาเหล่านั้น เช่น เรื่องการศึกษา เรื่องที่อยู่สาธารณูปโภคต่างๆ แม้แต่เรื่องที่หากลูกหลานเขาเกิดในประเทศไทย เขาควรได้รับสิทธิในการเป็นพลเมืองไทย ไม่ใช่มาหาโอกาสที่จะเป็นเงินเป็นทอง แล้วมาหาผลประโยชน์กับเขาเหล่านี้

เจ้าหน้าที่เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) กล่าวอีกว่า การนำชุดหรือสัญลักษณ์ของ กะเหรี่ยงคอยาว ไปใช้ในการออกแบบเครื่องแต่งกาย และบอกว่าเป็น ชุดประจำชาติ พวกปะด่องหรือกะเหรี่ยงคอยาว เขาไม่มีโอกาสมาคัดค้านหรือต่อสู้ในเรื่องนี้ แต่ตนในฐานะที่ตนก็เป็นชาวกะเหรี่ยงหรือชนเผ่า และเป็นคนไทยด้วย ตนคิดว่าไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกต้อง ภาครัฐและเอกชนไทยน่าจะหาทางแก้ไขในเรื่องนี้ มีจุดยืนที่จะออกมาแก้ไขในเรื่องเหล่านี้ให้ออก มาในรูปแบบที่ดี ไม่ใช่มาเอาแต่ผลประโยชน์จากสัญลักษณ์ของเขา แต่กลับปล่อยให้เขายังอยู่ในสภาพที่ถูกกดขี่ถูกค้ามนุษย์เหมือนทุกวันนี้

Miss Universe 2009

สำหรับ ชุดประจำชาติ ที่ออกแบบให้ น.ส.ชุติมา นำไปสวมใส่โชว์ในการประกวด มิสยูนิเวิร์ส 2009 จน ได้รับรางวัลที่ 3 ครั้งนี้ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ประกาศประกวดออกแบบ ชุดประจำชาติ ที่จะใช้ตัดเย็บเพื่อให้ มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ใส่ประกวดบนเวที มิสยูนิเวิร์ส 2009 มีผลงานส่งเข้ามาร่วมโครงการถึง 1,476 ชิ้น ผลงานที่ชนะการประกวด ได้แก่ ชุด “ญ.งามท้องถิ่นสุวรรณภูมิ” ของนายธัชกร ตั้งธนกรกิจ นักออกแบบอิสระ เจ้าของบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายใน และกรรมการสมาคมภูมิสถาปนิก ประเทศไทย คว้าเงินรางวัลชนะเลิศจำนวน 20,000 บาท

นายธัชกร เปิดเผยถึงการออกแบบ ชุดประจำชาติ ดังกล่าวว่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความสวยงามของผู้หญิงไทย ที่นอกจากจะมีความงามจากภายนอกแล้ว ยังงดงามออกมาจากภายในจิตใจ มีประกายความสดใสผ่องอำไพดุจดังทอง ชุดประจำชาติ ท่อนบนคาดด้วยผ้าทอสีเนื้อ ส่วน ชุดประจำชาติ ท่อนล่างเป็นผ้านุ่งที่ใช้ผ้าทอสีน้ำตาลเข้มธรรมชาติ มีลวดลายแสดงถึงเอกลักษณ์ไทย จับพับซ้อนให้เกิดระดับชั้น ซึ่งจะทำให้ผ้าผืนเรียบดูมีมิติราวกับมีชีวิตขึ้นมา นอกจากนี้ ด้านหน้าของผ้านุ่งยังคาดทับด้วยผ้าปักลายนูน ตกแต่งด้วยดิ้นเงินระยิบระยับ ส่วนเครื่องประดับได้แนวคิดมาจากเครื่องประดับของชาวไทยภูเขาที่เป็น สัญลักษณ์บ่งบอกถึงความงาม โดยนำทองเหลืองหลายชิ้นหลายขนาดซ้อนกันจนถึงระดับอก และให้พาดผ่านไหล่เสมือนสไบทองคำแท่งยาวจรดพื้น

Miss Universe 2009

ขณะที่นายปัญญา วิจินธนสาร อาจารย์ประจำภาควิชาภาพพิมพ์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า ชื่นชมในฝีมือการออกแบบ ชุดประจำชาติ รวมถึงแนวคิดในการนำเสนอของทุกๆ ผลงาน หลายผลงาน ชุดประจำชาติ ที่ออกแบบมานำเสนอได้น่าสนใจมาก สำหรับ ชุดประจำชาติ ที่ได้รับการคัดเลือกมีชื่อว่า ญ.งามท้องถิ่นสุวรรณภูมิ เป็น ชุดประจำชาติ ที่เรียบหรู ดูสง่า ถ่ายทอดจิตวิญญาณของความเป็นชาติไทยได้อย่างลงตัว สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมไทยในเชิงลึก ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ในการนำเสนอความเป็นไทยออกสู่สายตาคนทั่วโลก

นายธัชกร ผู้ออกแบบ ชุดประจำชาติ ของ มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผู้แทนชนเผ่าออกมาทวงสิทธิ์ กรณีถูกนำชุดประจำชนเผ่ากะเหรี่ยงปะด่องมาใช้ และรับสมอ้างว่าเป็น ชุดประจำชาติ แต่รัฐบาลละเลยความเป็นมนุษย์ ไม่ให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิพื้นฐาน เช่นการยอมรับความเป็นคนสัญชาติไทยของชนเผ่าว่า ชุดที่ออกแบบมานั้นเป็น ชุดประจำชาติ ของไทย เพียงแต่เอาแนวความคิดของหญิงชาวกะเหรี่ยงมาใช้ในภายใต้ของห่วงทอง

โดย ส่วนตัวไม่คิดว่าชาวกะเหรี่ยงไม่ใช่คนไทย เพราะในระหว่างที่ศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ก็มีเพื่อนที่เป็นชาวกะเหรี่ยง ยังรู้สึกว่าเป็นคนไทยคนหนึ่งที่รักประเทศไทยมาก ซึ่งการนำเสนอชุดกะเหรี่ยงออกมานั้นอยากให้มองว่าเป็นเรื่องของแรงผลักดัน ให้ชาวกะเหรี่ยงได้เป็นคนไทยเต็มตัวมากกว่า อยากให้รัฐบาลได้หันมาใส่ใจด้วยการให้สิทธิความเป็นคนไทยตามกฎหมาย รวมถึงสิทธิพื้นฐานอื่นๆ ให้เท่าเทียมกับคนไทย ซึ่งจะส่งผลดีในเรื่องการท่องเที่ยวด้วย

Miss Universe 2009

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 4 other followers

%d bloggers like this: