ภาษา

ลำดับที่ ภาษาเขียน ความหมาย
1. อู่ดู่ถ่อง มะ สวัสดี ครับ/ค่ะ
2. น้อจ้อซะโด เมี๊ยหล่า คุณสบายดี หรือเปล่า
3. น้ออ่าก๊า แนล้าเถ่ คุณมาจาก ไหน?
4. ง้าเจ่ห่า แนล๊าเอ ผม/ฉัน มาจากเชียงราย
5. น้ออ่าก๊า อี้แวยเอ คุณกำลังจะ ไปไหน?
6. หน่อเอ ชอเมี๊ยอ่าโย้ยคุเท คุณชื่อ อะไร?
7. หง่าเออช อเมี๊ย…อาผ่า…แล้คุเอ ผม/ฉัน ชื่อ…อาผ่า…ครับ/ค่ะ
8. กื่อหล่อ งหื่อมะเต ขอบคุณ ครับ/ค่ะ
9. อิ้จุด้อ เออ ดื่มน้ำ
10. ห่อจ่าจ่า เออ กินข้าว
11. หว่อม๊ะเด ลาก่อนนะ
12. หงาแปชอปา ยาแม๊โล่/หล่า ช่วยฉัน หน่อยได้ไหม?
13. อ๊ะแมย เนี๊ย เท่าไหร่?
14. ยาถ่อง โจ้วก่าหล่าห่าแช้เมี๊ย ยินดีที่ ได้รู้จัก
15. อี่นอง วันนี้
16. มี๊นอง เมื่อวานนี
17. อ๊ะมยาง เมื่อไหร่?
18. อ่าก้า ที่ไหน?
19. อ่าก๊าอี๊ เท ไปไหน?
20. อ่าเจ่มิแน ทำไม?
21. ถี่เจ่หม่า เงอะ ไม่เป็นไร
22. ง้าหนองก่า ยะ/เออ ฉันรักเธอ
23. งาแบ กล้วย
24. มะป่าว มะพร้าว
25. สี่โล้ว ส้ม
26. ติ นยิ ซุ้ม โอว่ หง่า
โกะ สิ แหยะ โวย่ เช้
นับเลข 1-10 (ทำปากให้เหมือนนะจ๊ะ)
Advertisements

การแบ่งกลุ่ม

ประเทศไทยสามารถแบ่งได้เป็น 8 กลุ่ม ดังนี้

1. อู่โล้อ่าข่า

อู่โล้อ่าข่า หรืออ่าข่าไทย เป็นกลุ่มอ่าข่าที่เข้ามาประเทศไทยเป็นกลุ่มแรก เข้ามาทางภาคเหนือของประเทศไทย เช่นเข้ามาที่ดอยตุง แม่ฟ้าหลวง กลุ่มนี้มีมากที่สุดในจังหวัดเชียงราย กระจายไปสู่จังหวัดอื่นๆ เช่นเชียงใหม่ จากการศึกษาพบว่าหมู่บ้านอู่โล้อ่าข่า ซึ่งเป็นที่รู้จักและแพร่หลาย และมีโอกาสได้รับการพัฒนาจากรัฐบาลไทย มี 2 ชุมชน คือ บ้านอ่าข่าดอยแสนใจ อำเภอแม่ฟ้าหลวง และบ้านอ่าข่าดอยสะโง้ะ อำเภอเชียงแสน ซึ่งสองชุมชนนี้เป็นชุมชนอ่าข่าอู่โล้ที่ได้มาตั้งยาวนานหลายชั่วอายุคน สาเหตุที่ต้องเรียกกลุ่มนี้ว่า อูโล้ หมายถึง หมวกหัวแหลม สามารถแยกคำได้คือ อู่ ย่อมาจากคำว่า อู่ดู่ หมายถึงหัว โล้ หมายถึงกลมแหลมสูง เป็นการตั้งชื่อกลุ่มตามลักษณะการใส่หมวก ซึ่งกลุ่มนี้จัดเป็นกลุ่มที่เด่นที่สุดในการใส่หมวกอ่าข่า

ประชากรอู่โล้อ่าข่าเป็นกลุ่มอ่าข่าที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีประชากรรวมราวประมาณ 32,500 คน กระจ่ายอยู่ 5 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ และตาก ศาสนาและความเชื่อ อู่โล้อ่าข่า ส่วนมากยังนับถือประเพณีดั้งเดิมอยู่ กราบเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ และบางส่วนได้หันไปนับถือศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม หมู่บ้านอ่าข่าอู้โล้ที่มีประชากรมากที่สุดคือบ้านแสนเจริญเก่า ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ในส่วนภาษาพูดที่กลุ่มอู่โล้ใช้ ถือเป็นภาษาที่มาตรฐานและเป็นกลางในการสื่อสารกันกับอ่าข่าประเภทอื่นๆ ทั่วไป

2. ลอมี้อ่าข่า

การที่คนอ่าข่ากลุ่มนี้ได้ชื่อว่า “ ลอมี้อ่าข่า ” เพราะตอนอยู่ประเทศพม่าในเขตเชียงตุง ได้อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ที่มีชื่อว่า “ ม่อนดอยหมี ” หรือเรียกเป็นภาษาอ่าข่าว่า “ ม่าหล่าก่อจ่อ ” ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยหมีหรือเรียกเป็นภาษาอ่าข่าว่า “ ฮ่าฮุ้ม ” ในหมู่บ้านม่อนดอยหมีนี้มีชนเผ่าอาศัยอยู่หลายเผ่า เช่น ไทใหญ่ จีน ลาหู่ และอ่าข่า คนอ่าข่ามีจำนวนครัวเรือนในชุมชนนี้มากกว่าหนึ่งพันครอบครัว แต่ด้วยสำเนียงและการเรียกที่ม่อนดอยหมีไม่ชัดเจนจึงเรียกเพี้ยนมาเป็นดอยลอมี้ ต่อมาได้มีกลุ่มคนจีนที่มีชื่อว่า “ แชแลกวาง ” มาตั้งฐานทัพใกล้กับดอยที่อ่าข่ากลุ่มนี้อาศัยอยู่ ต่อมาฐานทัพจีนถูกตีแตกโดยทหารพม่าและไทใหญ่ที่เข้ามาจากเชียงตุง ทำให้อ่าข่ากลุ่มนี้แตกและอพยพหนีสงครามลงมา ในปีม้า หรือเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖ กระจายออกมาทางเชียงตุง

ต่อมาอ่าข่ากลุ่มนี้ได้เข้ามาในเมืองไทย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ในเขตอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย บริเวณบ้านพญาไพร่ลิทู่ (ปัจจุบันบ้านพญาไพรเล่ามาและลิทู่อยู่ในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เพราะได้แยกเป็นกิ่งอำเภอจากอำเภอแม่จัน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ และได้ยกสถานะเป็นอำเภอเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙) และได้ตั้งชุมชนหมู่บ้านพญาไพรเล่ามา เมื่อได้เข้ามาอยู่ในเมืองไทยอ่าข่ากลุ่มอื่น ๆ เช่น เปี๊ยะอ่าข่า อู่โล้อ่าข่า มักเรียกอ่าข่ากลุ่มนี้ว่า ลอมี้อ่าข่า ซึ่งเรียกตามถิ่นที่อยู่อาศัยเดิมตอนอยู่ในประเทศพม่ามาเป็นชื่อกลุ่มอ่าข่ากลุ่มนี้

3.ผะหมี้อ่าข่า

กลุ่มผะหมี้อ่าข่าถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลุ่มอ่าข่าที่ได้ถูกจำแนกประเภทจากด้านภูมิศาสตร์จากที่อยู่อาศัย ในเมืองไทยมีชื่อเรียกอ่าข่ากลุ่มนี้หลายชื่อ เช่น หละบื่ออ่าข่า หรืออ่าข่าจีน แต่ในประเทศจีนและประเทศพม่า อ่าข่ากลุ่มนี้เรียกตนเองว่า “ อู่เบี่ยะอ่าข่า ” แปลเป็นไทยว่ากลุ่มอ่าข่าที่ใส่หมวกแบนเพราะลักษณะการใส่หมวกแบนออกสองข้างหัว ในประเทศจีนเรียกกลุ่มอ่าข่านี้ว่า “ หม่อโป๊ะกู่ ” แปลว่าอ่าข่ากลุ่มที่มีตระกูลหม่อโป๊ะ บรรดากลุ่มอ่าข่าด้วยกันยอมรับอ่าข่ากลุ่มนี้ว่าเป็นกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการค้าขาย หากจะกล่าวว่าเป็นกลุ่มอ่าข่าที่เป็นพ่อค้าคงไม่ผิด จากลักษณะนิสัยชอบค้าขาย ทำงานขยันขันแข็ง หนักเบาเอาสู้ ในเมืองไทยอ่าข่ากลุ่มนี้นิยมส่งลูกหลานเรียนภาษาจีนและส่งไปทำงานในประเทศไต้หวัน

ผะหมี้อ่าข่าที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยเป็นชุมชนใหม่ มีเพียงจังหวัดเชียงรายและบางส่วนอพยพกระจายไปอยู่ที่จังหวัดตาก ที่เชียงรายประกอบไปด้วยชุมชนบ้านผาหมี บ้านผาฮี้ บ้านกิ่วสะไตเหนือและใต้ บ้านหล่อชา และบ้านแม่จันใต้ ส่วนที่จังหวัดตากอยู่ที่บ้านร่มเกล้าสหมิตร

4.หน่าค๊าอ่าข่า

หากกล่าวถึงกลุ่มอ่าข่า ผู้คนส่วนใหญ่มักนึกถึงกลุ่มอู่โล้อ่าข่าที่ใส่หมวกแหลม ๆ ตั้งฉากลักษณะตรง เพราะกลุ่มอ่าข่านี้มีจำนวนมากและมักพบได้ทั่วไปในเขตภาคเหนือของประเทศไทย แต่ยังมีกลุ่มอ่าข่าอีกหลายกลุ่มยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป อาจด้วยจำนวนประชากรน้อย ลักษณะนิสัยส่วนตัวที่ขี้อาย หรือแม้กระทั่งการปกปิดตัว อย่างไรก็ตามในประเทศไทยในปัจจุบันมีกลุ่มอ่าข่าอยู่มากถึง ๘ กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มมีที่มาเหมือนกันนั่นคือมีบรรพชนเริ่มจาก “ จึ ” แต่ด้วยเหตุผลใดยังไม่เป็นที่แน่ชัดถึงความต่างของอ่าข่ากลุ่มเหล่านี้ มีความต่างในด้านภาษา ความเชื่อ การแต่งกาย ตลอดถึงพิธีกรรมบางอย่าง การเรียกชื่อแต่ละกลุ่มจึงมีความต่างกันไป บางส่วนก็ตามชื่อผู้นำ ชื่อที่อยู่อาศัยเดิม ลักษณะการแต่งกายและตามการแยกสายบรรพชนของอ่าข่า

หน่าค๊าอ่าข่าเป็นอีกหนึ่งกลุ่มอ่าข่าในประไทยที่ทั้งหมดอาศัยอยู่ในเขตภาคเหนือของประเทศไทย ที่มาของการเรียกชื่ออ่าข่ากลุ่มนี้ว่า “ หน่าค๊าอ่าข่า ” เนื่องจากชื่อนี้เป็นชื่อแม่น้ำเดิมที่เคยอาศัยตอนอยู่ในประเทศพม่าในบริเวณลุ่มแม่น้ำหน่าค๊า เมื่ออ่าข่ากลุ่มนี้ไปอาศัยในบริเวณนั้น ก็ได้ชื่อว่า หน่าค๊าอ่าข่าตั้งแต่บัดนั้นจนถึงปัจจุบัน

5. เปี๊ยะอ่าข่า

ปกติอ่าข่ากลุ่มนี้เรียกตนเองว่าอู่โล้ด้วยเพราะการแต่งกายมีหมวกแหลม ลักษณะตั้งฉากตรง และเป็นหนึ่งในสามกลุ่มอ่าข่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่มีลักษณะการใส่หมวกแหลม นอกเหนือจากอ้าจ้อ และอู่โล้ โดยทั่วไปมีลักษณะคล้ายกับกลุ่มอู่โล้อ่าข่ามาก ไม่ว่าจะเป็นการเย็บผ้า ลายเย็บผ้า คำพูด สำเนียง การประกอบพิธีกรรมฯลฯ อาจมีความต่างในบางจุด เช่น หมวกที่สั้นกว่ากลุ่มอู่โล้อ่าข่า อ่าข่ากลุ่มนี้ หากนับจาก จึ หรือการร่ายชื่อบรรพบุรุษแยกจากจอเจ่อ เจ่อเหว่ย เช่นเดียวกันกับอู่โล้ , ลอเมี๊ยะ การที่อ่าข่ากลุ่มนี้ได้ชื่อว่าเปี๊ยะอ่าข่า เพราะผู้นำที่นำชนกลุ่มนี้ มีตำแหน่งสมัยอยู่ในดินแดนไทยใหญ่เป็น “ เปี๊ยะ หรือพญา ” อ่าข่าที่เข้ามาในเมืองไทย เกือบทั้งหมดมาทางสายเจ่อเหว่ย จะมีเพียงอ้าจ้าอ่าข่าเท่านั้นที่มาทางเจ่อจ้อ

เปี๊ยะอ่าข่า คือคำนำหน้าที่กลุ่มอ่าข่าได้ขนานนามตามชื่อผู้นำสมัยก่อน โดยดูจากความแตกต่างและสำเนียง ผู้นำเปี๊ยะมีชื่อเป็นภาษาอ่าข่าว่า “ อ้าผ่า ” เมื่อตำแหน่งและชื่อมารวมกันจึงเป็นเปี๊ยะอ้าผ่า ต่อมามีการเรียกชื่อเพี้ยน และมีการแปลชื่อเปี๊ยะ ซึ่งแปลว่าพญา กับคำเพี้ยนอ้าผ่ากลายเป็นไพร เมื่อรวมกันจึงเป็น “ พญาไพร ” เป็นที่มาของกลุ่มอ่าข่าเปี๊ยะและบ้านพญาไพร ปัจจุบันพญาไพรได้มาเป็นชื่อชุมชน และมีหลายหมู่บ้าน เช่นบ้านพญาไพรลิทู่ บ้านพญาไพรเล่ามา บ้านพญาไพรเล่าจอฯลฯ หมู่บ้านดั้งเดิมที่เปี๊ยะอ้าผ่ามาอยู่พร้อมบริวารคือหมู่บ้านพญาไพรลิทู่ เปี๊ยะ อ้าผ่า มีนามสกุลเป็นแบบอ่าข่าคือมาเยอะตะห่อง

6.อ้าเค้ออ่าข่า

เป็นกลุ่มอ่าข่าหนึ่งที่เดินทางมาจากประเทศจีนบริเวณสิบสองปันนา ก่อนเข้าสู่ประเทศพม่าในบริเวณเมืองลา และอพยพกระจายไปอยู่ในเชียงตุง ท่าขี้เหล็กและเข้ามาในเขตไทย ปัจจุบันอ้าเค้ออ่าข่ามีจำนวนมากที่ประเทศพม่า บริเวณตั้งแต่เมืองลาลงไปเมืองว้า เมืองยอง และมีจำนวนหนึ่งหนีเข้ามาประเทศไทย จากการศึกษาไม่พบว่าอ้าเค้ออ่าข่าอาศัยอยู่ในลาว และเวียดนาม การ  ที่กลุ่มอ้าเค้ออ่าข่ามีชื่อกลุ่มแบบนี้เพราะการถูกรุกไล่จากชนชาติอื่นๆ จากการบอกเล่าของ “พิ้มาเน่วส่อ ก๊อคือ” แห่งบ้านอ้าเค้อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย พิ้มาเล่าว่า             อ้าเค้อเป็นกลุ่มคนอ่าข่ากลุ่มเดียวที่เข้ามาและมีอยู่ในประเทศไทย แต่เดิมอ้าเค้อใช้ชื่อเรียกตนเองว่า “ อ่อเจยอก๊อคื้อ ” หรือ “ ก๊อคื้ออ่าข่า ” จากการศึกษาการขนานนามของกลุ่มอ่าข่าต่างๆ มักใช้ว่า “ หญ่า ญี่ ” ยกเว้นกลุ่มอ้าเค้ออ่าข่าที่ใช้เรียกว่าอ่อเจยอก๊อคื้อ และชื่ออ้าเค้อมาเกิดขึ้นที่สิบสองปันนาจากการถูกรุกไล่จากชนชาติจีน ไล่อ่าข่ากลุ่มนี้เป็นภาษาจีนว่า “ เขอ ” ซึ่งแปลว่าไป และชนชาติไทยลื้อได้ถามคนอ่าข่ากลุ่มนี้ว่าไปไหน และอ่าข่ากลุ่มนี้ได้ตอบว่า กลุ่มจีนไล่ว่าเขอจึงหนีมา ชนชาติไทยลื้อจึงเรียกอ่าข่ากลุ่มนี้ว่า อ่าข่า “ เขอ ”

เมื่ออพยพเข้ามาในประเทศพม่า อ่าข่ากลุ่มอื่น ๆ ที่เข้ามาก่อนหน้านั้นได้เห็นการแต่งกาย ภาษา และพิธีกรรมที่ต่างจากอ่าข่าทั่วไป และเห็นคนไทยลื้อและไทใหญ่เรียกอ่าข่ากลุ่มนี้ว่าชนเผ่าเขอ จึงเรียกอ่าข่าตามนี้ว่า “ เขออ่าข่า ” และต่อมาได้ถูกเรียกเพี้ยนเป็น “ อ้าเค้ออ่าข่า ” และเรียกมาจนปัจจุบัน

การร่ายชื่อบรรพบุรุษของกลุ่มอ้าเค้ออ่าข่าในเมืองไทยและทั่วโลกแตกต่างจากอ่าข่ากลุ่มอื่น ๆ แต่มีจุดเริ่มต้นที่เดียวกันนั้นคือ “ ซุ้มมิโอ ” จากซุ้มมิโอร่ายมาถึง จาเท่อสี่ แต่ของกลุ่มอ้าเค้อเป็นจาเท่อลี้ อีกจุดหนึ่งตรงที่ ลี้ภูแบ แล้วกระโดดข้ามเป็นอูหย่าโย่ ต่างจากอ่าข่าทั่วไปที่มักร่ายเป็นลี้ภูแบ ภูแบอู แล้วมาอูโย่หย่า ชื่อบรรพชนของกลุ่มอ้าเค้ออ่าข่า จึงหายช่วง “ ภูแบอู ” และมาสลับกันตรง อูหย่าโย่ กับ อูโย่หย่า อีกที ต่อมามาแยกตระกูลใหญ่ตรง เท่อเผอะ กลุ่มอ่าข่าทั้งหมดในเมืองไทยมาทางเท่อเผอะเม้อง แต่อ้าเค้ออ่าข่ามาทางเท่อเผอะโช้ย เท่อเผอะเสาะ เท่อเผอะฮื้อ การที่กลุ่มอ้าเค้ออ่าข่ามีภาษา การแต่งกาย ตลอดถึงวัฒนธรรมหลายอย่างต่างจากกลุ่มอ่าข่าทั่วไปเพราะกลุ่มอ่าข่าแยกสายสัมพันธ์ในด้านจึ ห่างจากกลุ่มอ่าข่าอื่น ๆ มาก ทำให้ภาษา การแต่งกายและอื่น ๆ ห่างเหินจากกลุ่มอ่าข่าอื่น ๆ ตามไปด้วย

7.อ้าจ้ออ่าข่า

การเรียกชื่อกลุ่มนี้ว่าเป็นกลุ่มอ้าจ้อเพราะว่าตามหลักการนับชื่อบรรพชนอ่าข่า หรือที่เรียกเป็นภาษาอ่าข่าว่า “ จึ ” เป็นลูกหลานของ จ้อเปอะ การเรียกชื่อกลุ่มนี้ว่าอ้าจ้อ เป็นคำเก่าแก่ที่เรียกตั้งแต่สมัยอยู่ประเทศจีน ปัจจุบันทั้งในประเทศจีน พม่า ไทย ลาว และเวียดนามก็เรียกกลุ่มนี้ว่า อ้าจ้อ การที่มีคนเข้าใจว่าการเรียกขนานนามกลุ่มอ่าข่านี้ว่า อ้าจ้อ ย่อมาจากคำว่า อ้ามาจากอ่าข่า จ้อมาจากย่อจ้อ ซึ่งแปลว่ากลุ่มอ่าข่าที่กลายพันธุ์ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นความเข้าใจผิด ไม่เป็นความจริง การนับถือบรรพชนของคนอ่าข่ากลุ่มนี้ สามารถนับได้ เจ้อเจ่อ , เจ่อจ้อ , จ้อเปอะ , เปอะจื่อ , จื่อลุ่ม , ลุ่มแอ , เมื่อมาถึงลุ่มแอ มีพี่น้องอีกคน นั้นคือลุ่มแต วันนี้กลุ่มอ่าข่ากลุ่มนี้จึงมีนามสกุลเป็นลุ่มแอ กับลุ่มแต ซึ่งลุ่มแอกับลุ่มแตเป็นพี่น้องกัน และประชากรที่อยู่ในเมืองไทยเป็นเหลนของเจ่อจ้อ สืบต่อ ๆกันมาเป็นรุ่นที่ห้า

8.อู่พีอ่าข่า

การแบ่งกลุ่มประเภทของคนอ่าข่า เกิดจากหลายสาเหตุ และหนึ่งในเหตุผลหลักคือการ  แต่งกายของผู้หญิง จากเครื่องประดับ ความสวยงามและลักษณะทรงหมวก เป็นที่มาของการแบ่งกลุ่มที่หลากหลายในปัจจุบัน การจำแนกกลุ่มอ่าข่าด้วยปัจจัยการแต่งกาย ไม่พบว่าคนอ่าข่าเคยแบ่งกลุ่มเพราะความต่างจากเครื่องแต่งกายของผู้ชาย แต่จะพบหลายกลุ่มที่แบ่งตามความต่างการแต่งกายของผู้หญิงที่มีความโดดเด่น สวยงาม และเพียบพร้อมไปด้วยเครื่องประดับทั้งขนสัตว์และเครื่องเงิน

อู่พีอ่าข่าเป็นกลุ่มอ่าข่าที่ถูกแบ่งเพราะการแต่งกายต่างจากกลุ่มอ่าข่าอื่น หากมองเพียงข้างหน้าหมวกที่ผู้หญิงอ่าข่ากลุ่มนี้ประดับ ก็อาจเข้าใจว่าเป็นลอเมี๊ยะอ่าข่า เพราะมีความเหมือนกับการแต่งกายของคนอ่าข่าลอเมี๊ยะมาก กล่าวคือมีลูกต้มกลมห้อยเรียงลงมาเหมือนกัน แต่หากมองและสังเกตอย่างละเอียดจะพบว่า มีหลายจุดที่ต่างกัน เช่น หมวกด้านหลังของกลุ่มลอเมี๊ยะมีแผ่นเงินในลักษณะตรง ขณะที่กลุ่มอู่พีอ่าข่ามีหมวกแหลมกลมข้างหลังห้อยลงบริเวณคอ 

การเรียกชื่อกลุ่มว่า “ อู่พี ” ก็ถูกจำแนกจากลักษณะการแต่งกายตรงหมวกนั่นคือ คำว่า “ อู่ ” มาจากคำเต็มว่า “ อู่ตู่ ” แปลว่าหัว และ ” พี ” เป็นคำโดด ที่มีความหมายว่าแบก เมื่อมารวมกันคำว่า “ อู่พี ” จึงหมายถึงกลุ่มอ่าข่าที่มีการแต่งกาย (หมวกผู้หญิง) ในลักษณะการแบก

 

การละเล่น

การละเล่นของเผ่าอาข่าแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

1. การละเล่นในพิธีกรรม ได้แก่

  • ลูกข่าง (ฉ่อง) เป็นการละเล่นของอาข่าที่เล่นในช่วงที่มีพิธีกรรม หรือประเพณีเท่านั้น จะมีปีละครั้ง การละเล่นลูกข่างเป็นการละเล่นที่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเป็นการละเล่นของผู้ชาย โดยเมื่อถึงวันที่มีพิธีกรรมผู้ชายจะออกจากบ้านตั้งแต่เช้า เพื่อจะไปตัดไม้เนื้อแข็งมาทำเป็นลูกข่าง เมื่อกลับมาถึงบ้านก็จะเริ่มทำลูกข่างโดยเหลาปลายไม้ให้ปลายแหลมๆ บางคนจะใส่เหล็กตรงปลาย เพื่อให้ลูกข่างหมุนได้นาน จากนั้นก็จะมาเล่นกัน โดยแบ่งเป็นสองฝ่ายๆละกี่คนก็ได้จากนั้นก็เล่นกัน
  • โล้ชิงช้า (หล่าเฉ่อบี่เออ) ประเพณีโล้ชิงช้า เป็นประเพณีที่จัดขึ้นช่วงประมาณปลายเดือน  สิงหาคม – ต้นเดือนกันยายนของทุกปี หลังจากที่ทำการเพาะปลูกข้าว หรือข้าวโพดเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยชิงช้าที่ทำจะมี 3 ลักษณะคือ ชิงช้าใหญ่ที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างขึ้น (หล่าเฉ่อ) ชิงช้าหมุน (ก่าลาหล่าเฉ่อ) และชิงช้าขนาดเล็กที่สร้างไว้หน้าบ้านของแต่ละครอบครัว (เออเลอ) ประเพณีโล้ชิงช้าเป็นประเพณีที่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเป็นโล้เพื่อเร่งผลผลิตต่างๆ ที่เพาปลูกให้เจริญงอกงาม

  • การเต้นรำ (บ่อฉ่องตูเออ) จะเล่นในช่วงที่มีพิธีกรรม หรือประเพณีเท่านั้น โดยทั้งชาย และหญิงจะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าที่งดงาม แล้วมารวมตัวกันที่ลานหมู่บ้าน หรือที่ๆ มีพื้นที่กว้างขวางโดยจะมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการเต้นรำดังนี้ กลองที่ทำมาจากไม้ หนังวัว-กวาง (ถ่อง) ฆ้อง (โบวโล) ฉิ่ง (แจและ) และกระบอกไม้ (บ่อฉ่อง) สำหรับลักษณะ

การเต้นก็มีหลายแบบด้วยกัน ดังนี้

– เต้นเป็นวงกลมโดยทุกคนจะเต้นเป็นจังหวะตามเสียงกลอง โดยจะเต้นจากด้านซ้ายไปยังด้านขวาอย่างพร้อม เพรียงกัน

– เต้นแบบราวกระทบไม้ เป็นการเต้นที่เน้นในเนื่องของจังหวะ โดยผู้หญิงจะมีกระบอกไม้ไผ่สำหรับกระทบไม้แล้วให้ เกิดเสียงดัง และผู้ชายก็อาจเต้นเป็นวงกลมล้อมรอบผู้หญิงก็ได้

  • สะบ้า(อ๊ะเบอฉ่อเออ) การเล่นสะบ้าจะนิยมเล่นกันในช่วงที่มีงานประเพณี หรืออยู่กรรม เพราะชาวบ้านจะมีเวลาว่างจึงหันมาเล่นสะบ้า การละเล่นสะบ้าเป็นการละเล่นของผู้หญิง โดยจะเก็บผลสะบ้าจากป่ามาแล้วเล่นกัน สะบ้าจะเป็นการเล่นเป็นทีม

2. การละเล่นทั่วไป ได้แก่

  • สามล้อ (ลาหล่อ) การเล่นสามล้อถึงแม้เป็นการละเล่นที่หาต้นกำเนิดไม่ได้ แต่เป็นการละเล่นที่เด็กอาข่า นิยมเล่นกันมาก โดยเมื่อต้องการทำสามล้อก็จะไปหาตัดท่อนไม้ที่มีขนาดใหญ่พอสมควร มา 3 ล้อ จากนั้นก็ตัดไม้มามัด หรือตอกให้แน่น โดยข้างหน้าจะมีเพียงล้อเดียว และข้างหลังมี 2 ล้อ ทุกอย่างพร้อมแล้วก็สามารถนำมาเล่นได้เลย ส่วนในเรื่องของความเร็ว เด็กๆ จะใช้เปลือกไม้ชนิดหนึ่ง นำเปลือกไม้มาแล้วทุบ หรือตำให้ละเอียดแล้วทาบริเวณล้อ เพราะเปลือกไม้ชนิดนี้จะเหนียว และลื่น ซึ่งจะทำให้สามล้อวิ่งได้เร็ว อีกทั้งยังเอาเปลือกไม้เหล่านี้มาดองเก็บไว้ในขวดพลาสติก เพื่อเอาไว้ใช้ในคราวต่อๆ ไป อีกทั้งเด็กอาข่าชอบไปกัดเปลือกไม้แล้วเคี้ยวๆ ให้ละเอียด จากนั้นเอามาแปะที่ล้อ การเล่นสามล้อ (ลาหล่อ) เป็นการละเล่นที่ค่อนข้างอันตรายเหมือนกัน ถ้าเด็กทำ หรือประดิษฐ์สิ่งของไม่แน่น และอาจทำให้เกิดอันตรายได้

  • ไม้โกงกาง (หม่อหน่อ) เป็นของเล่นที่ค่อนข้างหวาดเสียวสำหรับบุคคลที่ยังไม่เคยเล่น เพราะจะต้องจัดทรงให้ได้ก่อน และก็สูงอีกด้วย สำหรับไม้โกงกางของอาข่ามีความเป็นมา ดังนี้

**นานมาแล้วชาวอาข่าได้อาศัยอยู่ด้วยกันกับไทยลื้อ ซึ่งอาข่ากับไทยลื้อไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่นัก ไทยลื้อก็ได้มีการจัดการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ ขึ้น ก็มียิงธนู วิ่ง ฯลฯ แต่ว่าอาข่าก็พ่ายให้กับไทยลื้อเกือบทุกชนิด ต่อมาอาข่าได้รวมตัวกัน พร้อมประชุมปรึกษาหารือกันว่าทำอย่างไรถึงจะเอาชนะไทยลื้อได้ จึงได้คิดทำไม้โกงกางขึ้น เพื่อ  จะเอาชนะไทยลื้อ โดยอาข่าแบ่งทีมสำหรับจะเล่นโกงกางขึ้น พร้อมทำการฝึกฝนอย่างหนักโดยตัดไม้โกงกาง มาให้สูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้  พอเวลาดึกอาข่าจะขี่ไม้โกงกางแล้วเข้าไปในหมู่บ้านของไทยลื้อ โดยหยิบขี้แพะไปแล้วไปทิ้งไว้เป็นจุดๆ ในลานหมู่บ้าน รุ่งเช้ามาไทยลื้อก็ออกมามุงดู ขี้แพะ และก็รู้สึกแปลกใจมากที่มีขี้แพะ แต่ไม่มีรอยเท้าของแพะ พออีกคืนหนึ่งอาข่าก็ได้ขี่ไม้โกงกางแล้วไปยังหมู่บ้านของไทยลื้ออีกที นี้ไปหลอกล่อให้หมาเห่า ชาวบ้านของไทยลื้อก็ออกมาดูแต่ก็มองไม่เห็น เพราะไม้โกงกางที่อาข่าขี่ไปนั้นสูงมาก และมืดด้วย อยู่ไปหลายวันชาวไทยลื้อก็รู้สึกหวาดกลัวต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้น คิดว่าโดนผีหลอก จึงได้ย้ายออกไปจากหมู่บ้านนั้น อาข่าจึงได้หมู่บ้านของไทยลื้อมาครอบครอง และนี่ก็คือที่มาของไม้โกงกางของอาข่า **

  • ลานวัฒนธรรม /ลานชุมชน (แดข่อง /กาปา) การละเล่นในลานวัฒนธรรมเป็นการละเล่นในเวลาค่ำคืนใต้แสงพระจันทร์ที่สวยงาม โดยหลังจากกลับมาจากการทำไร่ทำสวนทั้งหนุ่มสาวก็จะเตรียมตัวจะมาที่ลานวัฒนธรรม (แดข่อง) โดยแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่า เพื่อร้องรำทำเพลง และมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกับผู้อาวุโสเรื่องประเพณีวัฒนธรรม มาถึงหนุ่มๆ ก็จะไปหาฟืนเพื่อมาดังไฟให้สว่าง จากนั้นก็จะเต้นรำกัน เป็นโอกาสของหนุ่มสาวที่จะเลือกคู่ครองกัน หลังจากร้องรำทำเพลงเสร็จเรียบร้อยแล้ว หนุ่มสาวก็จะกลับไปยังบ้านของตนเอง เพื่อพักผ่อนเอาแรง เพราะรุ่งเช้าต้องไปทำไร่  ทำสวน การใช้ชีวิตของหนุ่มสาวอาข่าในสมัยนั้นเป็นแบบนี้ เนื่องจากในสมันนั้นการศึกษาไม่ทั่วถึง หนุ่มสาวอาข่าจึงอ่อนในเรื่องการศึกษา แต่เต็มไปด้วยความฉลาดในเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ชาวอาข่าควรอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานสืบทอดต่อๆ กันไป
  • การแข่งขันสูบยา (ห่อฉี่ห่อถ่าเออ) เป็นการละเล่นของผู้อาวุโสที่สูบยาขื่น โดยเวลาว่างๆ ผู้อาวุโสจะมารวมตัวกันแล้วสูบยาขื่นให้แดงที่สุด จากนั้นก็มีการทาย ปัญหาเล่น หลังจากทายปัญหาเสร็จแล้ว มาลองสูบดูว่าของใครยังดับ ถ้าดับถือว่าคนนั้นแพ้ แต่ถ้าของใครยังไม่ดับก็จะถือว่าชนะ นี่ก็เป็นการละเล่น ของคนแก่ยามที่ว่างๆ

ปั้นถ้วย (อู่หม่าแตเออ) เด็กจะขุดดินเหนียวมาแล้ว เอาศอกตำลงตรงกลางดินเหนียว ให้เป็นรู และลักษณะคล้ายๆ กับถ้วย แล้วเด็กก็จะใส่น้ำลงไป เป็นการเล่นของเด็ก ที่ต้องใช้ในพิธีกรรม คือ จะต้องสวดคาถาเวลาที่คนแก่เสียชีวิตลง ฉะนั้นถือเป็นการละเล่น ที่มีความสำคัญมากของอาข่า

การตาย

การตาย


อาข่าเชื่อว่าการตาย คือการเปลี่ยนภพจากโลกมนุษย์ไปสู่ปรโลกอันเป็นที่สิงสถิตย์ของวิญญาณบรรพชน หากได้ทำพิธีการต่างๆ อย่างถูกต้อง วิญญาณผู้ตายจะไม่เป็นอันตราย แต่จะช่วยคุ้มครองลูกหลานให้สืบเผ่าพันธ์ให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป ทันทีที่มีคนตาย สมาชิกครอบครัวจะจัดการอาบน้ำศพ และแต่งตัวให้ด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ ซึ่งได้จัดเตรียมไว้แล้ว ใส่เหรียญเงินในปากพร้อมกับแจ้งให้ผู้ตายนำไปซื้อสิ่งของที่ต้องการ และจึงมัดศพด้วยผ้าดำ คลุมด้วยผ้าแดงอีกชั้นหนึ่ง ตั้งศพเรียบร้อยแล้วจึงมีการร่ายชื่อบรรพบุรุษจนครบสายเป็นครั้งแรกที่ชื่อผู้ตายได้อยู่ในสายนี้ด้วย การร่ายนี้ควรทำโดยบุตรชายซึ่งหากทำไม่ได้ก็เชิญ “พิมา” หมอสวดของอาข่ามาช่วย มีการสวดศพทุกคืนจนกว่าจะนำไปฝัง ญาติมิตรที่มาฝังศพก็จะตั้งบ่อนการพนันบ้าง ร้องไห้คร่ำครวญหรือร้องเพลงพรรณนาไว้อาลัย และทำพิธีไสยศาสตร์ต่างๆ กันไปตามระเบียบ

 

งานศพ

พิธีก่อนนำไปฝังนี้จะต้องเชิญหมอผีทำในบ้านที่ตั้งศพหมอจะต้องสวดมรณเวทย์ของอาข่าถึง 3 วัน 2 คืนโดยไม่มีการผิดพลาดเลย เวทย์นี้มีบทบอกวิธีไปสู่สัพปรายภพแก่วิญญาณผู้ตายอย่างละเอียด หากเป็นศพผู้อาวุโสที่สำคัญ จะต้องฆ่าควายอย่างน้อย 1 ตัวบูชายัญ หมอผีชั้นอาจารย์ (พิมา) เท่านั้นจึงสามารถป่าวเรียกหมู่ภูตตลอดจนวิญญาณผู้ตายมาช่วยในการแทงควายให้ถูกวิธี ขณะที่แทงจะต้องใช้ชายฉกรรจ์หลายคนช่วยกันจับปากควายอ้า และกรอกน้ำเพื่อมิให้ควายส่งเสียงร้อง แล้วจึงกลบหัวควายด้วยแกลบเมื่อฆ่าเสร็จ

พิธีฝัง

ชายฉกรรจ์หลายนายช่วยกันหามโลงศพ ซึ่งผูกแนบไว้ด้วยคานไม้ยาวสองคานออกจากบ้านไปสู่สุสาน ยังจุดที่ได้ขุดหลุมเตรียมไว้แล้ว ให้ยาวตามทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก ขณะที่หามโลงออกจะพ้นชายคาเขาจะดึงหญ้ามุงหลังคาสักกำมือมาเหน็บไว้กับเชือก มัดปิดโลงเป็นสัญลักษณ์ว่าคนเป็นจะแบ่งบ้านให้คนตายอยู่ และต่อมามีการแบ่งนาบริเวณเล็กๆไว้ให้คนตายได้ปลูกข้าวกินด้วย เวลาฝังมีการทำพิธีที่สุสาน

เมื่อกลบหลุมเรียบร้อยแล้วก็จัดวางเครื่องใช้ส่วนตัวของผู้ตาย เช่น กล้องสูบยา ถ้วยชา น้ำเต้าและเครื่องมือหากินไว้บนหลุม ที่หัวหลุมปิดไม้ง่ามเพื่อแทนย่ามบรรจุห่ออาหารไว้ให้ผู้ตายด้วย

 

เมื่อเสร็จพิธีกลับถึงบ้าน ครอบครัวผู้ตายกินอาหาร มื้อส่งวิญญาณ เพื่อย้ำให้ผู้ตายตระหนักว่า บัดนี้มีเขตขัณฑ์อันละเมิดไม่ได้ระหว่างภพคนเป็นกับคนตาย เขาต้องไม่มารบกวนคนที่มีชีวิตอยู่ อีกหนึ่งปีต่อมา จึงมีพิธีเชิญวิญญาณกลับมาคุ้มครองลูกหลาน เช่นเดียวกับบรรพชนคนอื่นๆ

ตายไม่ดี

ตายแบบที่อาข่าถือว่าไม่ดีมี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ตายโหงกับตายโดยไม่มีทายาทสืบสกุล การตายโหงต้องทำพิธีล้างบาปหรือขอขมาลาโทษเทพหรือผีเสียก่อนจึงจะนำศพไปฝังในสุสานของหมู่บ้านได้ แต่ก็มีการตาย 3 ชนิดที่ห้ามฝังแม้ในสุสาน จะต้องจัดการฝังในที่ที่ถึงแก่ความตายนั่นเอง คือ ตายเพราะถูกเสือกัด จมน้ำตาย และฝีดาษตาย หลุมจะต้องขุดลึกเป็นพิเศษเพราะจะต้องฝังสุนัขไว้บนศพเพื่อกันไม่ให้ผีออกมาอาละวาดร้องโหยหวนส่วนการตายโดย ไม่มีทายาทสืบสกุลนั้นก็ประกอบพิธีในบ้านคล้ายตายธรรมดาผิดกันแต่ว่าจะต้องเจาะข้างๆฝานำศพออกจากบ้าน ออกทางประตูไม่ได้ และเนื่องจากไม่มีผู้ใดจะคอยบูชาบรรพบูชาอีกต่อไปแล้ว ก็ต้องรื้อศาลออกไปโยนทิ้งเสียในป่าขณะที่ฝังศพ

ผู้นำไปทิ้งต้องร้องบอกบรรพชนว่า ในเมื่อท่านไม่ปกป้องรักษาลูกหลานที่นี่ก็ไม่ใครเซ่นไหว้ท่านแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาข่าถือธรรมเนียมหน้าที่ในครอบครัวรุนแรงเพียงใด อาข่าจะไม่พูดถึงความตายในเวลาปกติ หรือทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าอาจเรียกวิญญาณคนตายกลับมาเข้าร่างอีกได้ เช่น เคาะโลงใกล้ๆศพ ผิวปากในห้องหรือคู่ครองเอ่ยชื่อไสยศาสตร์ของผู้ตาย ถือว่าเมื่อมีชีพอยู่ก็ไม่พึงพะวงกับความตาย และเมื่อจากโลกนี้ไปแล้วก็ไม่พึงกลับมาวุ่นวายอีก

 

การเกิด

การเกิด


สมัยก่อนการเกิดลูกของคนอาข่า ถ้าหากผู้ที่กำลังจะเกิดลูกนั้นเป็นลูกสะใภ้ของบ้าน เขาจะไม่ให้เกิดลูกในบ้านของตัวเอง จะต้องไปเกิดลูกอีกบ้านหนึ่ง ที่เขาสร้างไว้ให้สำหรับเป็นที่พักของสะไภ้ และถ้าหากเป็นลูกสาวของเจ้าของบ้านก็จะให้เกิดลูกในบ้านของตัวเอง สำหรับคนที่จะมาทำคลอดนั้นจะต้องเป็นคน เฒ่าคนแก่ที่มีความรู้ในด้านการทำคลอด หรือเป็นหมอตำแยในหมู่บ้านก็ได้ ซึ่งคนอาข่าจะเรียกว่า “หย่าฉี่อ่ามา” เวลาหมอตำแยจะไปทำคลอดจะต้องเตรียมไม้เฮี่ยที่คม ๆ เอาไปตัดสายสะดือ และด้ายสำหรับผูกสายสะดือเด็กเวลาเด็กคลอดออกมา พอเด็กคลอดออกมาเสร็จหมอตำแยจะอุ้มเด็กไปให้แม่ และเอาที่รองรกไปใส่รกเพื่อนำไปฝังไว้ที่ใต้ถุนบ้านตรงบริเวณเสาเอกของบ้าน และจะต้องเอาไม้มาหนีบปากรกเอาไว้ เวลาฝังจะต้องให้ปากหงายขึ้งข้างบน และนำไม้มาปิดไว้ที่ปากหลุม พอรุ่งเช้าก่อนไก่ขันของอีกวันจึงค่อยเอาขี้เถ้ามาถม หลังจากที่หมอตำแยอุ้มเด็กมาให้แม่ แม่ก็จะต้องนำเด็ก มานั่งบนเก้าอีกที่ตั้งไว้ตรงเสาเอกของบ้าน และหมอตำแยก็จะแกะไข่ต้มให้แม่เด็กกินฟองหนึ่ง เนื่องจากคนอาข่าเชื่อว่า ไข่ต้มสามารถบรรเทาอาการเจ็บ และจะช่วยไม่ให้เลือดไหลออกมาก นอกจากนั้นก็จะเอาจับปิ้งของผู้หญิง คนอาข่าเรียกว่า “เจ่วจ่อง” มารัดที่หน้าท้องของแม่ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการรักษาโรคอย่างหนึ่งเหมือนกัน การรัดหน้าท้องจะช่วยแก้อาการหน้ามืดหรือเป็นลมของแม่เวลาคลอดลูกใหม่ ๆ ส่วนแม่ก็จะเอาหมวกของอาข่ามาใส่ให้เด็ก หลังจากนั้นก็จะนำเด็กมาทำพิธีตั้งชื่อและรับขวัญเด็ก หลังจากนั้นภายใน 9 – 10 วันหลังคลอด เขาก็จะไม่ให้แม่และเด็กอออกไปไหนเลยจะต้องอยู่ที่บ้านซึ่งคนอาข่าเขาจะเรียกว่าอยู่ กรรม (หย่าสึลองเออ) เมื่อถึงวันที่สายสะดือของเด็กหลุดแล้ว และเก็บสายสะดือได้ โดยไม่หาย ก็จะต้องนำไปฝังไว้ที่หลุมฝังรกด้วย

หลังจากนั้นแม่ก็จะพาลูกไปเยี่ยมบ้านของญาติพี่น้องภายในหมู่บ้าน เป็นการพาลูกไปรู้จักกับคนในหมู่บ้านเป็นครั้งแรก จากนั้น 10 วัน แม่ก็จะต้องพาลูกออกไปเที่ยวนอกหมู่บ้าน และระหว่างทางกลับบ้านหากลูกเป็นผู้หญิงก็จะต้องเก็บใบไม้มาบ้านหนึ่งใบด้วย และถ้าหากเป็นผู้ชายก็จะต้องเก็บยอดใบไม้มาด้วย ซึ่งถือเป็นการบอกสถานภาพว่า ลูกของเขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

วิถีชีวิต

เด็กอาข่าที่เกิดมา จะเป็นที่เฝ้าดูของพ่อและแม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ถ้าลูกที่เกิดมาเป็นชายก็จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้เป็นพ่อ เนื่องจากตามความเชื่อ ของอาข่าเด็กชายเท่านั้นผู้ซึ่งจะสืบทอดตระกูลของพ่อ และถ้าพูดถึงเรื่องการเกิดในชนเผ่าอาข่า หรือแม้กระทั่งชนเผ่าอื่นที่อาศัยอยู่บนดอยสูง คงไม่ได้เกิดที่โรงพยาบาล ซึ่งจะได้รับการดูแลจากพยาบาลเป็นอย่างดี ตลอดจนความสะดวกในเรื่องอื่นๆ เช่น การแจ้งเกิด การเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ตลอดจนสิทธิต่างๆที่ลูกพึงจะได้รับ ตรงกันข้ามการเกิดลูกในสมัยก่อนนั้น จะทำคลอดกันเองในชุมชน ซึ่งมีหมอตำแยของชุมชน อาข่าเรียกว่า”หย่าฉี่อ่ามา” โดยใช้ภูมิปัญญาและวัสดุอุปกรณ์ที่หาง่ายในท้องถิ่น เช่น ใช้ไม้เฮี่ยที่คมกลีบ แทนกรรไกรในการตัดสายสะดือของเด็ก ซึ่งปราศจากเชื้อโรค และแม่ของเด็กก็จะพักอยู่ที่บ้านเพียงไม่กี่วันก็จะออกไปประกอบอาชีพตามเคย เมื่อเกิดในชุมชน ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญ เด็กที่เกิดมาจะไม่ได้รับสิทธิตามกฏหมาย เนื่องจากชนเผ่าไม่รู้เรื่องการแจ้งเกิด จึงเป็นปัญหากับเด็กชาวเขามาจนถึงทุกวันนี้ แต่มาปัจจุบันอาข่าเองก็เริ่มมีความรู้ในเรื่องการจัดการต่างๆมากขึ้น เนื่องจากคนรุ่นใหม่ก็ได้เข้าเรียนหนังสือ ได้รับการศึกษา จึงทำให้เกิดความรู้ในชุมชน การนำความรู้มาใช้กับชุมชน เริ่มมีมากขึ้น….

การย้ายถิ่นฐาน

อาข่า เป็นสำเนียงเสียงพูดที่เรียกตนเองที่ถูกที่สุด โดยใช้สำเนียงเสียงนี้จากเขต 12 ปันนาในมณฑลยูนานของประเทศจีน ลงมาในประเทศพม่า ลาว และประเทศไทย แต่มีคำนิยมเรียกชื่ออาข่า เป็น “อาข่า” ในประเทศไทย ซึ่งก็ไม่ผิดจากการศึกษาพบว่าชนเผ่าอาข่าเป็นกลุ่มชน ที่อาศัยอยู่ในเขตทวีปเอเชีย โดยอาศัยอยู่ใกล้เขตธิเบต และเขตตอนใต้ของประเทศจีน อาข่าส่วนหนึ่งต้องอพยพเข้าเข้าสู่ประเทศพม่า เพื่อแสวงหาที่ทำกิน และเมื่อประเทศจีนได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเฉพาะการปฏิวัติวัฒนธรรม ทำให้อาข่าส่วนใหญ่ได้อพยพออกจากประเทศจีนเข้าสู่ ประเทศพม่าทางแคว้นเชียงตุง ประเทศลาว แขวงหลวงน้ำทา และทิศเหนือของประเทศเวียดนามเพิ่มมากขึ้น เพื่อหนีภัยจากปัญหาต่างๆ อาทิเช่น ปัญหาความไม่สงบทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ปัญหาการขาดแคลนที่ทำกิน และปัญหาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เพื่อแสวงหาความสงบ

 

การอพยพโยกย้ายของชาวอาข่าเข้าสู่ประเทศไทย

การอพยพของชาวอาข่าเข้าสู่ประเทศไทย อาข่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยซึ่งมีบรรพบุรุษพื้นเพเดิม อาศัยอยู่ ทางตอนใต้ของประเทศจีน และเมื่อประมาณ 110 กว่าปี อาข่าได้อพยพโยกย้ายเข้าสู่ประเทศไทย โดยมี เส้นทาง 2 เส้นทางคือ เส้นทางแรก อพยพจากประเทศพม่าแคว้นเชียงตุง เข้าสู่ประเทศไทยเนื่องจากเกิดปัญหาทางการเมือง ด้านฝั่งเขตอำเภอแม่จัน ทางหมู่บ้านพญาไพร (ปัจจุบันเป็นอำเภอแม่ฟ้าหลวง) โดยการนำของแสนอุ่นเรือน ชื่อภาษาอ่าข่าว่า “หู่ลอง จูเปาะ”และเข้ามาอาศัยอยู่ในเขตบนดอยตุงจนกระทั่ง เสียชีวิต ส่วนแสนพรหม ชื่อภาษาอ่าข่าว่า “หู่ปอ เจ่วปอ” ซึ่งเป็นน้องของแสนอุ่นเรือน ได้อพยพมาตั้งหมู่บ้าน อาข่าทางฝั่งอำเภอแม่สาย เขตบริเวณบ้านผาหม ีและหมู่บ้านอาข่าเขตอำเภอเชียงแสน หรือบ้านดอยสะโง้ ส่วนแสนใจ มีภาษาอาข่าเรียกว่า “ถู่แช เจ่วปอ” เป็นหลานของแสนอุ่นเรือน อีกคนหนึ่งได้มาตั้งหมู่บ้านแสนใจ ในเขตอำเภอแแม่จัน (ปัจจุบันเป็นอำเภอแม่ฟ้าหลวง)

เส้นทางที่สอง อาข่า ได้อพยพโดยตรงจากประเทศจีนโดยเดินทางผ่านบริเวณตะเข็บชายแดนพม่า และแม่น้ำโขงประเทศลาว และเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรงที่อำเภอแม่สาย ปัจจุบันชุมชนอาข่าได้กระจัดกระจาย ตั้งชุมชนอยู่ในพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย คือ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ ตาก น่าน และ เพชรบูรณ์ สายตระกูลอาข่าที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย (ตามที่กล่าวมา) มีทั้งหมด 5 พี่น้อง

อาข่า(อีก้อ)

อ่าข่าเป็นชนกลุ่มๆ หนึ่ง ที่ใช้ชื่อเรียกชนกลุ่มตนเองว่าอ่าข่า ในประเทศจีนเรียกว่าฮานีหรือโวน อ่าข่าสามารถแยกศัพท์ได้ดังนี้ อ่า แปลว่าชื้น ข่า แปลว่าไกล ความหมายของคำว่าอ่าข่าคือ ห่างไกลความชื้น อ่าข่าชื่อนี้มาจากความเชื่อที่ว่า ถ้าอยู่ใกล้แม่น้ำมีโรคภัยไข้เจ็บมาก และจากตำนานของอ่าข่าที่เล่าสู่รุ่นหลังมา กล่าวว่า กาลครั้งหนึ่งอ่าข่าได้เสียชีวิตไปมาก เนื่องจากอยู่ใกล้แม่น้ำ ซึ่งอ่าข่าเรียกโรคนี้ว่า มี้หิ โรคนี้อาจตรงกับโรคอหิวาตกโรค หรือไข้มาลาเลียอย่างใดอย่างหนึ่ง จากตำนานและแนวความเชื่อมีผลต่อที่อยู่อาศัย อ่าข่าจึงมักอยู่ดอยสูงๆ อาศัยอยู่เฉพาะในทวีปเอเชีย ประกอบด้วยประเทศต่างๆ ดังนี้ ประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม และประเทศจีน ตามตำนานเล่าขานกันมาเดิมอ่าข่าอาศัยอยู่จีนเป็นแผ่นดินใหญ่ หรือที่อ่าข่าเรียกว่าดินแดน จ่าแตหมี่ฉ่า จากคำบอกเล่าพบว่าชนเผ่าอ่าข่าได้อพยพสู่ดินแดนต่างๆ เพราะปัญหาการเมืองในประเทศจีน สำหรับการเข้ามาสู่ประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อปี พ . ศ .2435 โดยมีเส้นทาง 2 สาย คือ สายแรกอพยพจากประเทศพม่าสู่ประเทศไทย เข้ามาครั้งแรกในเขตอำเภอแม่จัน หมู่บ้านพญาไพร ( ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง ) โดยการนำของ หู่ลอง จูเปาะ และหู่ซ้อง จูเปาะ ซึ่งเป็นพี่น้องกัน ได้เข้าในเขตดอยตุง เส้นทางที่สอง ได้อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ โดยผ่านรอยตะเข็บของประเทศพม่าและลาว เข้าสู่ประเทศไทยโดยตรงที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ปัจจุบันอ่าข่าได้กระจ่ายอยู่ในเขตจังหวัดภาคเหนือ 5 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ตาก แพร่ และคาดได้มีอ่าข่าบางส่วนได้อพยพไปอยู่จังหวัดน่าน พิษณุโลก และหลายจังหวัดของประเทศไทย เพราะไปใช้แรงงานในจังหวัดดังกล่าว อย่างไรก็ตามจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าอ่าข่าให้ความกระจ่างว่าอ่าข่าประเทศไทยส่วนมากอพยพมาจากเชียงตุงของพม่า เข้ามาและปักหลักแหล่งครั้งแรกที่บ้านดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ผู้นำรุ่นแรกที่เข้ามาในประเทศไทยคือนายแสน อุ่นเรือน ส่วนญาติพี่น้องได้ย้ายไปอยู่หมู่บ้านต่างๆ เช่นบ้านแสนใจพัฒนา ผาหมี และแสนเจริญเก่า

ศาสนาและความเชื่อ

ศาสนาและความเชื่อ

เป็นที่เชื่อกันว่า ลัวะนับถือพุทธศาสนาควบคู่กับการนับถือผีมาแต่เดิมเหมือนคนไทย ลัวะมีความเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนเป็นผู้สร้างวัดเจดีย์หลวงในจัดหวัด เชียงใหม่ และเสาอินทขิลคือที่สิงสถิตของผีบรรพบุรุษของพวกตนเมื่อลัวะถูกขับไล่ไป อยู่บนภูเขา ซึ่งไม่มีพระและวัดชีวิตประจำวันจึงขึ้นอยู่กับสภาพทางธรรมชาติมากขึ้น ความเชื่อในเรื่องพุทธศาสนาก็เริ่งจางลงและหันไปนับถือผีแทน

ลัวะเชื่อเรื่องผี ว่ามีทั้งผีดีและผีเลวสิงสถิตอยู่ตามสิ่งต่างๆเป็นต้นว่าผีที่เฝ้าครอบครัว ผีฟ้า ผีป่า ผีภูเขา ผีเข้าประตูหมู่บ้าน ซึ่งบางครั้งผีอาจจะเป็นสาเหตุก่อความเจ็บป่วยให้แก่คนได้ การติดต่อกับผีจะติดต่อโดยการเซ่นด้วยอาหารที่ผีประเภทนั้นๆชอบโดยมีผู้ทำ พิธีคือ “ ลำ” และ “ สะมัง” หรือคนที่มีคาถาอาคม จะมีการเชิญผีมากินอาการ การฆ่าสัตว์เลี้ยงผีจะจัดส่วนต่างๆ ของสัตว์ให้ผีอย่างละน้อย สัตว์ที่ใช้เซ่น ผีมีไก่ หมู วัว ควาย และ หมา

นอกจากนี้ ลัวะยังเชื่อว่า คนมีวิญญาณ หรือขวัญ ๓๒ ขวัญ หากขวัญใดขวัญหนึ่งออกจากตัวไป จะทำให้เกิดการเจ็บป่วย ต้องมีการประกอบพิธีกรรมเรียกขวัญให้กลับเข้ามาสู่ร่าง โดยการผูกข้อมือด้วยด้ายสีขาว เชื่อว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้ขวัญหายและไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

การแต่งกาย

การแต่งกายของชาวละว้า

สามารถจำแนกออกเป็นสองแบบ คือ การแต่งกายในชีวิตประจำวันและการแต่งกายในพิธีกรรมในชีวิตประจำวันนั้น

ในชีวิตประจำวัน

ผู้หญิง : ผู้หญิงละว้าจะสวมเสื้อขาวแขนสั้นกุ๊นด้วยด้ายสี สีพื้นของผ้านุ่งเป็นสีดำมีลายคั่นเป็นแถบในแนวนอน ลายนี้ได้จากการมัดลายขนาดต่างๆ ที่เชิงผ้าด้านล่างเป็นแถบใหญ่ซึ่งมักเป็นสีแดงหรือสีชมพูเหลือบด้วยสี เหลือง ลายมัดนั้นเป็นสีน้ำเงินแซมขาว มี “ ปอเต๊ะ ” (ผ้าพันแขน) และ “ ปอซวง ” (ผ้าพันแข้ง) หญิงละว้าไว้ผมยาวทำเป็นมวยประดับด้วยปิ่นหรือขนเม่นและปล่อยปลายยาว ส่วนหญิงสูงอายุนิยมมวยผมต่ำแต่ไม่ท้งปลายแบบหญิงสาว หญิงละว้านิยมสร้อยเงินเม็ดและลูกปัดสีแดง สีส้ม สีเหลืองหลายเส้นเป็นเครื่องประดับ มีต่างหู โดยเฉพาะนิยมต่างหูไหมพรมสีเหลืองแดงหรือส้มยาวจนถึงไหล่ หญิงส่วนใหญ่มี “ สกุนลอง ” คือกำไลฝ้ายเคลือบด้วยยางรักจำนวนหลายวง นอกจากนี้ยังมีกำไลแขนและกำไลข้อมือทำด้วยเงินอีกด้วย เครื่องใช้ประจำของหญิงละว้าอายุมากกว่า ๓๐ ปีขึ้นไปคือกล้องยาเส้นและยังนิยมสะพายย่ามเวลาเดินทางอีกด้วย

ผู้ชาย : ส่วนชายละว้านิยมสวมเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต กางเกงขายาวแบบคนพื้นราบทั่วไป แต่ส่วนใหญ่สะพายย่ามเป็นประจำ

ในพิธีกรรม

ผู้หญิง : หญิงละว้ามักแต่งกายเช่นเดียวกับในชีวิตประจำวัน แต่หากในพี่เลี้ยงผีฟ้าผ่า การแต่งงานและงานศพ จะสวมเสื้อสีดำทับลงบนเสื้อขาว เสื้อสีดำนี้มีลายสีแดงแนวตั้งที่ข้างลำตัวเย็บในลักษณะเดียวกับเสื้อขาว บางหมู่บ้านมีลายปักตั้งแต่เชิงด้านล่างขึ้นมา ด้านหน้าปล่อยว่างไว้สำหรับใส่สายสร้อยเครื่องประดับที่มีอยู่มาก ในการแต่งงานของหญิงที่นับถือพุทธหรือผีจะมีผ้าสีแดงเหลืองหรือขาวคลุมหน้า มือทั้งสองยึดที่มุมผ้าไว้ ส่วนหญิงที่นับถือคริสต์จะนิยมใช้ผ้าบางสีขาวคลุมหน้า

ผู้ชาย : ผู้ชายใส่เสื้อขาวแขนยาวทับเสื้อยืด กางเกงคล้ายกางเกงขาก๊วยสีขาว เหน็บมีดด้ามงานช้าไว้ข้างลำตัว โพกศีรษะด้วยผ้าสีแดงหรือสีชมพู หากเป็นเจ้าบ่ายที่นับถือพุทธหรือผีจะนุ่งผ้าคล้ายโจงกระเบนทับกางเกง และพันเอวด้วย “ กะซี ” คือผ้าคาดเอวที่ใช้ใส่เงินตรา ชายละว้าสูงอายุมักเจาะรูที่หูเพื่อใส่ต่างหูงาช้าง นอกจากนี้ยังนิยมสักหมึกสีดำบริเวณลำตัวลงไปถึงหัวเข่า

Previous Older Entries

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 4 other followers