ศาสนาและความเชื่อ

ศาสนาและความเชื่อ

เป็นที่เชื่อกันว่า ลัวะนับถือพุทธศาสนาควบคู่กับการนับถือผีมาแต่เดิมเหมือนคนไทย ลัวะมีความเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนเป็นผู้สร้างวัดเจดีย์หลวงในจัดหวัด เชียงใหม่ และเสาอินทขิลคือที่สิงสถิตของผีบรรพบุรุษของพวกตนเมื่อลัวะถูกขับไล่ไป อยู่บนภูเขา ซึ่งไม่มีพระและวัดชีวิตประจำวันจึงขึ้นอยู่กับสภาพทางธรรมชาติมากขึ้น ความเชื่อในเรื่องพุทธศาสนาก็เริ่งจางลงและหันไปนับถือผีแทน

ลัวะเชื่อเรื่องผี ว่ามีทั้งผีดีและผีเลวสิงสถิตอยู่ตามสิ่งต่างๆเป็นต้นว่าผีที่เฝ้าครอบครัว ผีฟ้า ผีป่า ผีภูเขา ผีเข้าประตูหมู่บ้าน ซึ่งบางครั้งผีอาจจะเป็นสาเหตุก่อความเจ็บป่วยให้แก่คนได้ การติดต่อกับผีจะติดต่อโดยการเซ่นด้วยอาหารที่ผีประเภทนั้นๆชอบโดยมีผู้ทำ พิธีคือ “ ลำ” และ “ สะมัง” หรือคนที่มีคาถาอาคม จะมีการเชิญผีมากินอาการ การฆ่าสัตว์เลี้ยงผีจะจัดส่วนต่างๆ ของสัตว์ให้ผีอย่างละน้อย สัตว์ที่ใช้เซ่น ผีมีไก่ หมู วัว ควาย และ หมา

นอกจากนี้ ลัวะยังเชื่อว่า คนมีวิญญาณ หรือขวัญ ๓๒ ขวัญ หากขวัญใดขวัญหนึ่งออกจากตัวไป จะทำให้เกิดการเจ็บป่วย ต้องมีการประกอบพิธีกรรมเรียกขวัญให้กลับเข้ามาสู่ร่าง โดยการผูกข้อมือด้วยด้ายสีขาว เชื่อว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้ขวัญหายและไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

Advertisements

การแต่งกาย

การแต่งกายของชาวละว้า

สามารถจำแนกออกเป็นสองแบบ คือ การแต่งกายในชีวิตประจำวันและการแต่งกายในพิธีกรรมในชีวิตประจำวันนั้น

ในชีวิตประจำวัน

ผู้หญิง : ผู้หญิงละว้าจะสวมเสื้อขาวแขนสั้นกุ๊นด้วยด้ายสี สีพื้นของผ้านุ่งเป็นสีดำมีลายคั่นเป็นแถบในแนวนอน ลายนี้ได้จากการมัดลายขนาดต่างๆ ที่เชิงผ้าด้านล่างเป็นแถบใหญ่ซึ่งมักเป็นสีแดงหรือสีชมพูเหลือบด้วยสี เหลือง ลายมัดนั้นเป็นสีน้ำเงินแซมขาว มี “ ปอเต๊ะ ” (ผ้าพันแขน) และ “ ปอซวง ” (ผ้าพันแข้ง) หญิงละว้าไว้ผมยาวทำเป็นมวยประดับด้วยปิ่นหรือขนเม่นและปล่อยปลายยาว ส่วนหญิงสูงอายุนิยมมวยผมต่ำแต่ไม่ท้งปลายแบบหญิงสาว หญิงละว้านิยมสร้อยเงินเม็ดและลูกปัดสีแดง สีส้ม สีเหลืองหลายเส้นเป็นเครื่องประดับ มีต่างหู โดยเฉพาะนิยมต่างหูไหมพรมสีเหลืองแดงหรือส้มยาวจนถึงไหล่ หญิงส่วนใหญ่มี “ สกุนลอง ” คือกำไลฝ้ายเคลือบด้วยยางรักจำนวนหลายวง นอกจากนี้ยังมีกำไลแขนและกำไลข้อมือทำด้วยเงินอีกด้วย เครื่องใช้ประจำของหญิงละว้าอายุมากกว่า ๓๐ ปีขึ้นไปคือกล้องยาเส้นและยังนิยมสะพายย่ามเวลาเดินทางอีกด้วย

ผู้ชาย : ส่วนชายละว้านิยมสวมเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต กางเกงขายาวแบบคนพื้นราบทั่วไป แต่ส่วนใหญ่สะพายย่ามเป็นประจำ

ในพิธีกรรม

ผู้หญิง : หญิงละว้ามักแต่งกายเช่นเดียวกับในชีวิตประจำวัน แต่หากในพี่เลี้ยงผีฟ้าผ่า การแต่งงานและงานศพ จะสวมเสื้อสีดำทับลงบนเสื้อขาว เสื้อสีดำนี้มีลายสีแดงแนวตั้งที่ข้างลำตัวเย็บในลักษณะเดียวกับเสื้อขาว บางหมู่บ้านมีลายปักตั้งแต่เชิงด้านล่างขึ้นมา ด้านหน้าปล่อยว่างไว้สำหรับใส่สายสร้อยเครื่องประดับที่มีอยู่มาก ในการแต่งงานของหญิงที่นับถือพุทธหรือผีจะมีผ้าสีแดงเหลืองหรือขาวคลุมหน้า มือทั้งสองยึดที่มุมผ้าไว้ ส่วนหญิงที่นับถือคริสต์จะนิยมใช้ผ้าบางสีขาวคลุมหน้า

ผู้ชาย : ผู้ชายใส่เสื้อขาวแขนยาวทับเสื้อยืด กางเกงคล้ายกางเกงขาก๊วยสีขาว เหน็บมีดด้ามงานช้าไว้ข้างลำตัว โพกศีรษะด้วยผ้าสีแดงหรือสีชมพู หากเป็นเจ้าบ่ายที่นับถือพุทธหรือผีจะนุ่งผ้าคล้ายโจงกระเบนทับกางเกง และพันเอวด้วย “ กะซี ” คือผ้าคาดเอวที่ใช้ใส่เงินตรา ชายละว้าสูงอายุมักเจาะรูที่หูเพื่อใส่ต่างหูงาช้าง นอกจากนี้ยังนิยมสักหมึกสีดำบริเวณลำตัวลงไปถึงหัวเข่า

ภาษา

ภาษาของชาวละว้า

เป็นภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติคสายมอญ-เขมร โดยอยู่ในสาขาย่อยปะหล่อง-ว้า เป็นภาษาไม่มีระบบเสียงวรรณยุกต์ มีหน่วยเสียงสระ ๒๕ หน่วยเสียงประกอบด้วยสระเดี่ยว ๑๐ หน่วยเสียงและสระประสม ๑๕ หน่วยเสียง และพบว่าชาวละว้ามีความเจริญทางภาษามากสามารถสร้างวรรณคดีเป็นมรดกทาง วัฒนธรรมได้ มีวรรณกรรมมุขปาฐะของตนเรียกว่า “ ละซอมแล ” ซึ่งสามารถแยกย่อยได้ถึง ๗ ประเภทด้วยกัน

การตั้งถ่นฐาน

การตั้งถิ่นฐาน

หมู่บ้านลัวะปัจจุบันส่วนมากยังอยู่ในเขตภูเขา หมู่บ้านประกอบด้วยครัวเรือนประมาณ ๒๐-๑๐๐ หลังคาเรือน โดยสร้างบ้านเรียงรายอยู่ตามแนว สันเขา ลักษณะบ้านนกพื้นสูงคล้ายบ้านกะเหรี่ยง แต่ลักษณะหลังคาจะมีกาแลเป็นสลักไขว้กันสองอันเป็นหน้าจั่ว หลังคาซึ่งมุงด้วยหญ้าคาหรือตองตึง จะสูงชันคลุมลงเกือบจรดพื้นดินรอบๆหมู่บ้านจะเป็นพื้นที่สำหรับเพาะปลูก และระหว่างพื้นที่ทำไร่กับ หมู่บ้านจะมีแนวป่าที่เป็นป่าแก่ ( Virgin Forest) สงวนไว้สำหรับเป็นแนวกันไฟเวลาเผาไร่ของหมู่บ้าน

เขตที่อยู่อาศัยอย่างหนาแน่นของชาวลัวะ ได้แก่ บริเวณที่ราบสูงบ้านบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ประชากรลัวะในประเทศไทยมีประมาณ ๒๒,๒๖๐ คน หรือร้อยละ ๒.๔๑ ของประชากรชาวเขาในประเทศไทยปี (พ.ศ. ๒๕๔๕)

ชนเผ่าลัวะ(ละว้า)

 

ละว้า เป็นชื่อที่คนทั่วไปใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกตนเองว่า “ ละเวือะ ” และชาวล้านนาถือว่า “ ลวะไ และ “ ละว้า ” เป็นชนกลุ่มเดียวกัน ประกอบกับการที่ชาวละว้าอ้างถึงประวัติความเป็นมาของตน โดยใช้ ตำนานสุวัณณะคำแดง และพิธีกรรมในล้านนาเป็นเครื่องสนับสนุนนั้น ในเอกสารหรือที่ปรากฏในพิธีกรรมก็กล่าวว่า “ ลวะ ” ซึ่งนักวิชาการยุคหลัง มักเรียกเป็น “ ลัวะ ” แต่เนื่องจากมีผู้ศึกษาเรื่อง ละว้าไว้อย่างดีมีระบบ ในที่นี้จึงใคร่จะเสนอเรื่อง ละว้า ไว้เพิ่มเติมจากเรื่องลัวะ และเมื่อพิจาณาทางด้านภาษาแล้ว พวกละเวือะจัดอยู่ในกลุ่มภาษามอญ-เขมร สาขาย่อยปะหล่อง-ว้า ได้พบว่ามีผู้พูดภาษาละว้านี้อยู่ในสองจังหวัด คือเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน

ชาวละว้าเล่าว่าชนเผ่า ของตนเป็นกลุ่มชนพื้นเมืองเดิมที่ตั้งเป็นรัฐก่อนการเกิดของอาณาจักรล้านนา โดยกล่าวว่าความในตำนานสุวัณณะคำแดง และตำนานเชียงใหม่ปางเดิม ระบุ “ ละว้า ” หรือ “ ลวะ ” ตั้งอยู่ที่เชิงดอยสุเทพก่อนการตั้งเมืองเชียงใหม่ และกล่าวว่าประวัติศาสตร์ของละว้าสิ้นสุดในราว พ.ศ.๑๒๐๐ ที่ขุนหลวงวิลังคะพ่ายแพ้ต่อนางจามเทวี และปรากฎในตำนานของภาคเหนืออีกหลายฉบับที่ให้ข้อมูลและมีพิธีกรรมที่ยืนยัน ว่า “ ลวะ ” ตั้งอยู่ในท้องถิ่นนี้มาก่อนที่ชนเผ่ามอญมาตั้งที่ลำพูน และเผ่ายวนมาตั้งเมืองเชียงใหม่

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 5 other followers