การตาย

ความเชื่อลางบอกเหตุคนใกล้ตาย
ลีซูมีความเชื่อกันว่า ใครที่ขวัญอ่อนหรือคนในช่วงป่วยหนักใกล้ตาย โดยมาปรากฏตัวให้เห็นเป็นเงา การปรากฏตัวของดวงวิญญาณของคนขวัญอ่อนนั้นมี 2 กรณี เช่น ปรากฏตัวให้เห็นเหมือนคนธรรมดา มาปรากฏตัวระยะเวลาสั้น ๆ ยังไม่ได้ทักทายหรือพูดคุยอยู่ ๆ ก็หายตัวไปอย่างรวดเร็วจนผิดสังเกต ถ้าเป็นเช่นนี้ผู้ที่เห็นดวงวิญญาณนั้น ต้องไปบอกเจ้าของดวงวิญญาณ และบุคคลผู้ที่อยู่ในช่วงขวัญอ่อน โดยตัวเองไม่ได้ไปตรงบริเวณที่มีคนเห็น ต้องรีบไปทำพิธี โดยใช้ไข่ 1 ฟอง ข้าวสารหรือข้าวสุก 1 ถ้วย ธูป 2 คู่ และให้คนที่เห็นดวงวิญญาณเป็นผู้เรียกขวัญให้ ส่วนปรากฏตัวให้เห็นเป็นเงานั้นมี 2 แบบ ขาวครึ่งหนึ่งดำครึ่งหนึ่ง แสดงว่าเจ้าของเงานั้นขวัญอ่อนมาก และกำลังป่วยหนักใกล้จะตาย ถ้าหากรีบทำพิธีเรียกขวัญอาจจะทำให้รอดตายก็ได้ ส่วนกรณีที่ปรากฏตัวเป็นเงาสีขาวทั้งตัว แสดงว่าเจ้าของเงาคนนั้นใกล้จะตายและไม่มีทางรักษาได

พิธีฝังศพ

ลีซูไม่มีป่าช้าสำหรับการฝังศพ แต่จะเลือกสถานที่คิดว่าเหมาะสม ลักษณะเดียวกับฮวงจุ้ยของคนจีน ถ้าหากหาสถานที่ฝังศพของผู้ตายถูกลักษณะของฮวงจุ้ยได้ วิญญาณของผู้ตายก็จะอยู่อย่างสงบสุข และจะแผ่บารมีให้กับลูกหลานและญาติมิตร ทำมาหาค้าขายขึ้นมีทรัพย์สินเงินทอง ถ้าหากหาสถานที่ฝังศพไม่เหมาะ และไม่ถูกลักษณะของฮวงจุ้ย วิญญาณผู้ตายย่อมจะไม่สงบสุขจะกลับมาหาลูกหลาน และจะทำให้ลูกหลานเป็นพิษเป็นภัย และทำมาหากินก็ไม่ขึ้น เมื่อมาถึงสถานที่ฝังแล้วมีการโยนไข่เสี่ยงทาย เพื่อถามวิญญาณผู้ตายว่าพอใจสถานที่ที่เลือกให้แห่งนี้หรือเปล่า โดยจุดธูปบอกกล่าวกับวิญญาณผู้ตายเสียก่อน แล้วโยนไข่ดิบ โยนไข่ด้านหน้าไปข้ามหลังให้ตกลงบริเวณที่จะขุดหลุมฝังศพ หากไข่แตกเป็นอันว่าวิญญาณผู้ตายพอใจ หากไข่ไม่แตกเป็นอันว่าวิญญาณผู้ตายไม่พอใจ ต้องโยนช้ำอีกจนครบ 3 ครั้ง หากยังไม่แตกอีก ต้องเปลี่ยนมาโยนข้ามหลังไปด้านหน้า หากครั้งแรกยังไม่แตกก็โยนช้ำจนครบ 3 ครั้ง
แล้งยังไม่แตกแสดงว่าเจ้าของผู้ตายไม่พอใจที่จะให้ฝังร่างของตนในที่แห่งนี้ ต้องไปหาที่อื่นและต้องเสียทายโยนไข่ดิบ ถามต่อไปจนกว่าไข่แตกแล้ว เมื่อหาได้สถานที่ที่พอใจจึงลงมือขุดหลุมศพ ขุดหลุมเสร็จวางโรงศพลงไปแล้วถมดินลงไปจนเสร็จ สวดให้วิญญาณผู้ตายให้อยู่อย่างสงบสุข หลังจากทำพิธีเสร็จแล้ว ดวงวิญญาณของผู้ตายจะไปแจ้งให้กับศาลเจ้า (อาปาโหม่ฮี) ให้ทราบว่าตอนนี้ตนได้ตายไปแล้ว หลังจากแจ้งการตายให้อาปาโหม่ฮีแล้ว ดวงวิญญาณของผู้ตายก็จะกลับไปรอของส่วนบุญจากลูกหลาน ที่มาทำบุญให้ในวันเช็งเม้งที่หลุมศพของผู้ตายครบ 3 ครั้ง แล้วกลับมารายงานตัวกับอาปาโหม่ฮีอีกครั้ง เพื่อขอไปเกิดใหม่หรือขึ้นสวรรค์หรือลงนรก แล้วแต่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ทำความดี หรือทำบาปไว้มากเพียงใด สำหรับผู้สืบสกุลก็จะมาประจำอยู่ที่แท่นบูชาประจำบ้านของผู้สืบสกุลของตนเอง

Advertisements

การตั้งชื่อลูก

พิธีการตั้งชื่อของเด็กลีซู (ฉาจัวเดื๋อ)


  1. ขั้นตอนในการทำพิธีกรรม การตั้งชื่อให้เด็กแรกเกิด เตรียมเครื่องเซ่นไหว้ เพื่อนำไปทำพิธีที่อาปาโหม่ฮี โดยฆ่าหมูเพื่อเซ่นไหว้อาปาโหม่ฮี เช่น หัวหมู ขาหมู หางหมู หัวใจหมู ตับหมู ม้ามหมู ซี่โครง 1 ซี่ มาต้มให้สุกเป็นเครื่องเซ่นไหว้
  2. จัดวางเครื่องเซ่นไหว้ มาวางบนขันโตกที่ห่อด้วยใบตอง เตรียมวางของบูชา เช่น ธูป น้ำ 2 แก้ว ข้าวสุก 2 ถ้วย นำไปถึงอาปาโหม่ฮีก็เปลี่ยนน้ำ
  3. การสวดอ้อนวอน ผู้ประกอบพิธีจุดธูปบอกอาปาโหม่ฮี โดยการท่องบทสวด เพื่อแจ้งให้อาปาโหม่ฮีทราบ ในขณะนี่มีสมาชิกตัวน้อย ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก 1 คน ขอให้อาปาโหมฮี่ช่วยคุ้มครองดวงวิญญาณของเด็กคนนี้ด้วย และขอให้อาปาโหม่ฮีช่วยตั้งชื่อให้ด้วย

การเสี่ยงทายเพื่อให้ได้ชื่อที่เหมาะสม โดยการโยนเหรียญ ให้นึกชื่อไว้ก่อนว่าจะเอาชื่ออะไรบ้าง หลังจากที่ได้เสี่ยงทายชื่อของเด็กแล้ว เมื่อได้ชื่อที่เหมาะสมแล้ว นำเครื่องเซ่นกลับมาที่บ้าน จากนั้นมาทำพิธีเซ่นไหว้แท่นบูชาในบ้าน เพื่อแจ้งให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับให้ได้รับทราบอีกครั้ง โดยการจัดเครื่องเซ่นไหว้ใส่ขันโตก สวดให้บรรพบุรุษได้รับรู้ว่ามีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1 คน จากนั้นใส่เงินออมลงในขันที่ใส่น้ำไว้ เมื่อใส่เงินลงในขันหมดทุกคนแล้ว สวดอวยพรว่าให้เด็กคนนี้โตวันโตคืน พร้อมด้วยมัดด้ายสายสิญจน์ให้กับเด็ก

 

การเรียกชื่อในชีวิตประจำวันนั้นเป็นชื่อภาษาลีซูจะเรียกตามลำดับการเกิด
การเรียกชื่อของผู้ชายลีซู

  1. อาเบ้ผะ
  2. อาเลผะ
  3. อาซาผะ
  4. อาซึ่ผะ
  5. อาหวู่ผะ
  6. อาหลูผะ
  7. อาซือผะ
  8. อาป่าผะ
การเรียกชื่อของผู้หญิงลีซู

  1. อามี่ม๊ะ
  2. อาเลม๊ะ
  3. อาซาม๊ะ
  4. อาซึ่ม๊ะ
  5. หวู่ม๊ะ
  6. อาหลูม๊ะ
  7. อาซือม๊ะ
  8. อาป่าม๊ะ

การแต่งงาน

ชายลีซูไม่ว่าคนใดจะต้องไม่แต่งงานกับสตรีที่เขาเรียกว่า “จิจิ” หรือญาติ นั้นคือ พี่สาว หรือน้องสาวร่วมตระกูล หรือแม้แต่ลูกของน้าก็แต่งไม่ได้แต่งได้กับลูกสาวของอา และไม่ใช่ตระกูลเดียวกัน
การเลือกคู่
หนุ่มสาวลีซูหาคู่กันรอบ ๆ ครกตำข้าวนั้นเอง ยามค่ำสาว ๆ จะชุมนุมกันตำข้าวไว้หุง ในวันรุ่งขึ้นเป็นโอกาสให้หนุ่ม ๆ ไปอาสาช่วยตำ แล้วปากต่อปากคำ หยอกเย้าเกี้ยวพา พอสาวหยุดพักหนุ่มก็พาคนที่ถูกใจไปนั่งพร่ำพรอดกัน โดยบางคู่ก็ถึงขั้นแลกกำไล หรือสัญลักษณ์เสน่หาอื่น ๆ ซึ่งต่างฝ่ายก็จะพกติดตัวไว้ในกระเป๋าเสื้อแนบในหัวใจ บ่อยครั้งการเกี้ยวพาจะทำกันอย่างครึกครื้นเมื่อถึงเวลาทำงานในนา หรือในไร่ สาวจะส่งข่าวไปนัดหมายหนุ่มๆ ว่าวันนี้จะไปนาไหนแล้วทั้งสาว ทั้งหนุ่มก็แต่งตัวชุดใหญ่ไป “เล่นเพลง” กันนั่นคือ แม่เพลงว่าบาทแรก แล้วลูกคู่ก็ร้องรับกันทั้งหมู่จนจบบท แล้วพ่อเพลงก็ตอบบาทแรกให้ลูกคู่ก็รับจนจบบท โต้กันไปโต้กันมาด้วยความหมายเกี้ยวพา ทั้งลูกล่อลูกชน เป็นต้น ด้วยเพลง “เดือนหกฝนตกแค่พรำ ๆ พอเดือนเก้าฟ้าจะล่มเสียให้ได้ เมื่อเดือนหกอกพี่ก็แค่เสียว ๆ ตกเดือนเก้าราวกับเคียวกรีดหัวใจ…” ฝ่ายใดติด หรือจนให้อีกฝ่ายเอาไปต่อเองได้ เป็นอันว่าแพ้เด็ดขาดจบเกมในวันนั้น ข่าวก็จะแพร่สะพัดไปทั้งหมู่บ้านทำให้ฝ่ายแพ้เสียหน้าไปไม่น้อย ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายมักจะรู้อยู่ว่าลูกชาย ลูกสาวชอบกันถึงเวลาคราวมีคู่ได้แล้ว ลีซูเปรียบเทียบชายเหมือนลำต้น และกิ่งไม้ ส่วนผู้หญิงเหมือนใบ เมื่อลำต้นรู้สึกว่าใบกำลังจะถูกแย่งชิงไปก็จำเป็นจะต้องป้องกัน

 

พิธีแต่งงาน


ชนเผ่าลีซูนั้นจะเข้าพิธีแต่งงาน โดยค่าสินสอดของหญิงสาว และค่าน้ำนมจะมอบให้กับพ่อแม่ของฝ่ายหญิงฝ่ายเดียว ค่าตัวสาวลีซูจะค่อนข้างแพง อาจแพงกว่าสาวบางเผ่า ค่าตัวสาวลีซู ประมาณ 30,000 บาทขึ้นไป สาเหตุที่ค่าตัวหญิงสาวค่อนข้างแพงนั้น เพราะว่าเมื่อแต่งงานแล้วฝ่ายหญิงจะต้องไปอยู่กับทางฝ่ายชาย และจะต้องช่วยทำงานทุกสิ่ง ทำทุกอย่างทั้งในบ้าน และนอกบ้าน ทำงานค่อนข้างจะหนัก สำหรับเงินค่าตัวของฝ่ายหญิงนั้น ทางพ่อแม่ของฝ่ายชายจะเป็นคนออกให้ทั้งหมด วิธีการสู่ขอมีหลายขั้นตอน ซึ่งทางฝ่ายชายที่จะมาขอต่อรองราคาสินสอดให้ลดลงบ้างนั่นเอง โดยเริ่มต้นด้วยหนุ่มสาวตกลงปลงใจ ว่าจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างแน่นอน ถ้าเป็นต่างหมู่บ้านฝ่ายชายจะนัดวันที่จะพาหญิงสาวหนี เมื่อถึงวันกำหนดนัดก็มารับตัวคนรักของตนไป โดยเอาตัวหญิงสาวไปแอบซ่อนไว้ที่บ้านของญาติไว้ก่อน วันรุ่งเช้า ฝ่ายญาติของเจ้าบ่าว ซึ่งอาจจะเป็นลุง หรืออา พร้อมกับกลุ่มพ่อสื่ออีกสองสามคน ยกขบวนมายังหมู่บ้านของฝ่ายหญิง พร้อม ทั้งญาติมิตร พอมาถึงบ้านฝ่ายหญิงก็เปิดฉากให้พ่อแม่ฝ่ายหญิงได้รู้เรื่องราวของลูกสาวที่หายตัวไป

บอกให้พ่อแม่ของฝ่ายหญิงว่าไม่ต้องห่วงที่หายตัวไป เพราะปลอดภัยทุกประการ และมีความสุขดี ที่ได้ยกบวนกันมาในวันนี้ก็ด้วยปรารถนาอยากจะเป็นทองแผ่นเดียวกันกับคนของในบ้านนี้ เมื่อการเจรจาสู่ขอเรียบร้อยตกลงกันได้แล้ว กรณีการสู่ขอ ทางฝ่ายชายวางเงินของค่าตัวให้พ่อแม่ของฝ่ายหญิงเอาไว้ก่อน ส่วนที่เหลือก็ชำระให้วันหลัง แต่ว่าพ่อแม่ฝ่ายหญิงเป็นนัดเวลาว่าให้ชำระในวันไหน และเดือนไหน เมื่อถึงเวลาแล้วต้องจ่ายให้หมด ถ้าจ่ายไม่หมดต้องเอาลูกสาวของตนเองกลับคืนมา ถ้าหากฝ่ายชายมีฐานะค่อนข้างดีก็จะจ่ายค่าสินสอดให้หมด เมื่อมาถึงการนัดวัน และเดือนของพิธีแต่งงาน พ่อแม่ของฝ่ายหญิงเป็นคนนัดเองว่าให้แต่งเดือนไหน และวันไหน ส่วนพิธีจะจัดขึ้นที่บ้านของฝ่ายหญิง ซึ่งก็จะเชิญแขก และญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายมากันพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งสองฝ่ายต้องช่วยกันเตรียมของ เช่น สุรา อาหาร พร้อมทั้งเครื่องเล่นต่าง ๆ ให้พร้อมเพรียง เวลาที่แต่งนั้นจะอยู่ในช่วงสาย ๆ ก่อนเที่ยง โดยจะจัดขึ้นที่หน้าหิ้งผีบรรพบุรุษภายในบ้าน ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวมานั่งคุกเข่าคู่กันที่บนพื้นปูเสื่อไว้ จากนั้นผู้อาวุโสชายซึ่งเป็นผู้ประกอบพิธีการเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ ด้วยหัวหมู ข้าว เหล้า น้ำ ธูป พร้อมทั้งบอกกล่าวให้ได้ทราบถึงสมาชิกคนไหม่ที่จะมาเป็นลูกเขยของบ้านหลังนี้

จากนั้นนำน้ำในถ้วยบนหิ้งให้คู่บ่าวสาวได้ดื่มกัน เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นพรจากบรรบุรุษ พิธีคำนับผีบรรบุรุษพ่อแม่ และญาติผู้อาวุโสของทั้ง 2 ฝ่าย การคำนับนั้น ทั้งคู่จะนั่งคุกเข่าวางมือทั้งสองแตะลงบนพื้นด้านหน้า แล้วก้มศีรษะให้หน้าผากแตะพื้นคนละ 3 ครั้ง ผู้อาวุโสกำลังให้ศีลให้พรเจ้าสาว ก้มหน้าอยู่กับพื้น ส่วนเจ้าบ่าวจะคำนับ ด้วยการกางมือทั้งสองข้างออก แล้ววางแตะพื้นข้างหน้า จึงก้มศีรษะให้หน้าผากแตะพื้นคล้าย ๆ กับลักษณะการไหว้ครูของนักมวยไทย เสร็จพิธีแล้วผู้อาวุโสที่ประกอบพิธี จะนำเงินทั้งหมดที่แขกผู้มาร่วมในพิธีแต่งงาน มอบให้กับเจ้าบ่าวเจ้าสาว แล้วจัดใส่ในขันน้ำใส่น้ำจากนั้นให้เจ้าบ่าวได้ดื่ม 3 อึก

เพื่อให้มีแต่ความร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทองตลอดไป แล้วจึงเทเงินในขันทั้งหมดใส่ในมือของเจ้าบ่าวที่คอยรับอยู่แล้ว เจ้าบ่าวก็จะเทเงินทั้งหมดให้ กับเจ้าสาวที่ชายผ้าโพกศีรษะของเธอคอยประคองรับอยู่แล้วเช่นกัน จากนั้นก็เชิญญาติพี่น้อง และแขกที่มาร่วมงานร่วมวงรับประทานอาหารด้วยกัน ทุกคนจะดื่ม จะกินอย่างสนุกสนานอย่างเต็มที่ เจ้าภาพจะทยอยมาบริการอย่างไม่ขาดสาย พอตกกลางคืนก็มาถึงรายการของความสนุกสนานนั้นคือ จับกลุ่มเต้นรำกันหน้าบ้านของเจ้าภาพ เป็นการจับมือต่อ ๆ กันไปเป็นวงกลม ทั้งเด็ก และหนุ่มสาว ทั้งผู้ใหญ่ก็มาเต้นด้วยกันมีทั้งจังหวะช้า และเร็ว นอกจากนั้นก็มีการร้องเพลงกัน เพลงที่ร้องก็มี 2 แบบ เช่น เพลงใหญ่ หมายถึง การร้องในบ้านหน้าหิ้งบรรพบุรุษ ส่วนเพลงที่สอง เพลงเล็ก หมายถึง การร้องแบบโต้กลับไป โต้กลับมา จะมี 2 ฝ่าย ฝ่ายชาย และฝ่ายหญิง

วิถีชีวิต

ชาวลีซอหรือลีซู มีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย และเหมือนชนชาวเขาส่วนใหญ่ที่เรื่องการแต่งงานคือสิ่งที่สำคัญของชีวิตหนุ่มสาว

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 4 other followers