การตาย

การตาย


อาข่าเชื่อว่าการตาย คือการเปลี่ยนภพจากโลกมนุษย์ไปสู่ปรโลกอันเป็นที่สิงสถิตย์ของวิญญาณบรรพชน หากได้ทำพิธีการต่างๆ อย่างถูกต้อง วิญญาณผู้ตายจะไม่เป็นอันตราย แต่จะช่วยคุ้มครองลูกหลานให้สืบเผ่าพันธ์ให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป ทันทีที่มีคนตาย สมาชิกครอบครัวจะจัดการอาบน้ำศพ และแต่งตัวให้ด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ ซึ่งได้จัดเตรียมไว้แล้ว ใส่เหรียญเงินในปากพร้อมกับแจ้งให้ผู้ตายนำไปซื้อสิ่งของที่ต้องการ และจึงมัดศพด้วยผ้าดำ คลุมด้วยผ้าแดงอีกชั้นหนึ่ง ตั้งศพเรียบร้อยแล้วจึงมีการร่ายชื่อบรรพบุรุษจนครบสายเป็นครั้งแรกที่ชื่อผู้ตายได้อยู่ในสายนี้ด้วย การร่ายนี้ควรทำโดยบุตรชายซึ่งหากทำไม่ได้ก็เชิญ “พิมา” หมอสวดของอาข่ามาช่วย มีการสวดศพทุกคืนจนกว่าจะนำไปฝัง ญาติมิตรที่มาฝังศพก็จะตั้งบ่อนการพนันบ้าง ร้องไห้คร่ำครวญหรือร้องเพลงพรรณนาไว้อาลัย และทำพิธีไสยศาสตร์ต่างๆ กันไปตามระเบียบ

 

งานศพ

พิธีก่อนนำไปฝังนี้จะต้องเชิญหมอผีทำในบ้านที่ตั้งศพหมอจะต้องสวดมรณเวทย์ของอาข่าถึง 3 วัน 2 คืนโดยไม่มีการผิดพลาดเลย เวทย์นี้มีบทบอกวิธีไปสู่สัพปรายภพแก่วิญญาณผู้ตายอย่างละเอียด หากเป็นศพผู้อาวุโสที่สำคัญ จะต้องฆ่าควายอย่างน้อย 1 ตัวบูชายัญ หมอผีชั้นอาจารย์ (พิมา) เท่านั้นจึงสามารถป่าวเรียกหมู่ภูตตลอดจนวิญญาณผู้ตายมาช่วยในการแทงควายให้ถูกวิธี ขณะที่แทงจะต้องใช้ชายฉกรรจ์หลายคนช่วยกันจับปากควายอ้า และกรอกน้ำเพื่อมิให้ควายส่งเสียงร้อง แล้วจึงกลบหัวควายด้วยแกลบเมื่อฆ่าเสร็จ

พิธีฝัง

ชายฉกรรจ์หลายนายช่วยกันหามโลงศพ ซึ่งผูกแนบไว้ด้วยคานไม้ยาวสองคานออกจากบ้านไปสู่สุสาน ยังจุดที่ได้ขุดหลุมเตรียมไว้แล้ว ให้ยาวตามทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก ขณะที่หามโลงออกจะพ้นชายคาเขาจะดึงหญ้ามุงหลังคาสักกำมือมาเหน็บไว้กับเชือก มัดปิดโลงเป็นสัญลักษณ์ว่าคนเป็นจะแบ่งบ้านให้คนตายอยู่ และต่อมามีการแบ่งนาบริเวณเล็กๆไว้ให้คนตายได้ปลูกข้าวกินด้วย เวลาฝังมีการทำพิธีที่สุสาน

เมื่อกลบหลุมเรียบร้อยแล้วก็จัดวางเครื่องใช้ส่วนตัวของผู้ตาย เช่น กล้องสูบยา ถ้วยชา น้ำเต้าและเครื่องมือหากินไว้บนหลุม ที่หัวหลุมปิดไม้ง่ามเพื่อแทนย่ามบรรจุห่ออาหารไว้ให้ผู้ตายด้วย

 

เมื่อเสร็จพิธีกลับถึงบ้าน ครอบครัวผู้ตายกินอาหาร มื้อส่งวิญญาณ เพื่อย้ำให้ผู้ตายตระหนักว่า บัดนี้มีเขตขัณฑ์อันละเมิดไม่ได้ระหว่างภพคนเป็นกับคนตาย เขาต้องไม่มารบกวนคนที่มีชีวิตอยู่ อีกหนึ่งปีต่อมา จึงมีพิธีเชิญวิญญาณกลับมาคุ้มครองลูกหลาน เช่นเดียวกับบรรพชนคนอื่นๆ

ตายไม่ดี

ตายแบบที่อาข่าถือว่าไม่ดีมี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ตายโหงกับตายโดยไม่มีทายาทสืบสกุล การตายโหงต้องทำพิธีล้างบาปหรือขอขมาลาโทษเทพหรือผีเสียก่อนจึงจะนำศพไปฝังในสุสานของหมู่บ้านได้ แต่ก็มีการตาย 3 ชนิดที่ห้ามฝังแม้ในสุสาน จะต้องจัดการฝังในที่ที่ถึงแก่ความตายนั่นเอง คือ ตายเพราะถูกเสือกัด จมน้ำตาย และฝีดาษตาย หลุมจะต้องขุดลึกเป็นพิเศษเพราะจะต้องฝังสุนัขไว้บนศพเพื่อกันไม่ให้ผีออกมาอาละวาดร้องโหยหวนส่วนการตายโดย ไม่มีทายาทสืบสกุลนั้นก็ประกอบพิธีในบ้านคล้ายตายธรรมดาผิดกันแต่ว่าจะต้องเจาะข้างๆฝานำศพออกจากบ้าน ออกทางประตูไม่ได้ และเนื่องจากไม่มีผู้ใดจะคอยบูชาบรรพบูชาอีกต่อไปแล้ว ก็ต้องรื้อศาลออกไปโยนทิ้งเสียในป่าขณะที่ฝังศพ

ผู้นำไปทิ้งต้องร้องบอกบรรพชนว่า ในเมื่อท่านไม่ปกป้องรักษาลูกหลานที่นี่ก็ไม่ใครเซ่นไหว้ท่านแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาข่าถือธรรมเนียมหน้าที่ในครอบครัวรุนแรงเพียงใด อาข่าจะไม่พูดถึงความตายในเวลาปกติ หรือทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าอาจเรียกวิญญาณคนตายกลับมาเข้าร่างอีกได้ เช่น เคาะโลงใกล้ๆศพ ผิวปากในห้องหรือคู่ครองเอ่ยชื่อไสยศาสตร์ของผู้ตาย ถือว่าเมื่อมีชีพอยู่ก็ไม่พึงพะวงกับความตาย และเมื่อจากโลกนี้ไปแล้วก็ไม่พึงกลับมาวุ่นวายอีก

 

Advertisements

การเกิด

การเกิด


สมัยก่อนการเกิดลูกของคนอาข่า ถ้าหากผู้ที่กำลังจะเกิดลูกนั้นเป็นลูกสะใภ้ของบ้าน เขาจะไม่ให้เกิดลูกในบ้านของตัวเอง จะต้องไปเกิดลูกอีกบ้านหนึ่ง ที่เขาสร้างไว้ให้สำหรับเป็นที่พักของสะไภ้ และถ้าหากเป็นลูกสาวของเจ้าของบ้านก็จะให้เกิดลูกในบ้านของตัวเอง สำหรับคนที่จะมาทำคลอดนั้นจะต้องเป็นคน เฒ่าคนแก่ที่มีความรู้ในด้านการทำคลอด หรือเป็นหมอตำแยในหมู่บ้านก็ได้ ซึ่งคนอาข่าจะเรียกว่า “หย่าฉี่อ่ามา” เวลาหมอตำแยจะไปทำคลอดจะต้องเตรียมไม้เฮี่ยที่คม ๆ เอาไปตัดสายสะดือ และด้ายสำหรับผูกสายสะดือเด็กเวลาเด็กคลอดออกมา พอเด็กคลอดออกมาเสร็จหมอตำแยจะอุ้มเด็กไปให้แม่ และเอาที่รองรกไปใส่รกเพื่อนำไปฝังไว้ที่ใต้ถุนบ้านตรงบริเวณเสาเอกของบ้าน และจะต้องเอาไม้มาหนีบปากรกเอาไว้ เวลาฝังจะต้องให้ปากหงายขึ้งข้างบน และนำไม้มาปิดไว้ที่ปากหลุม พอรุ่งเช้าก่อนไก่ขันของอีกวันจึงค่อยเอาขี้เถ้ามาถม หลังจากที่หมอตำแยอุ้มเด็กมาให้แม่ แม่ก็จะต้องนำเด็ก มานั่งบนเก้าอีกที่ตั้งไว้ตรงเสาเอกของบ้าน และหมอตำแยก็จะแกะไข่ต้มให้แม่เด็กกินฟองหนึ่ง เนื่องจากคนอาข่าเชื่อว่า ไข่ต้มสามารถบรรเทาอาการเจ็บ และจะช่วยไม่ให้เลือดไหลออกมาก นอกจากนั้นก็จะเอาจับปิ้งของผู้หญิง คนอาข่าเรียกว่า “เจ่วจ่อง” มารัดที่หน้าท้องของแม่ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการรักษาโรคอย่างหนึ่งเหมือนกัน การรัดหน้าท้องจะช่วยแก้อาการหน้ามืดหรือเป็นลมของแม่เวลาคลอดลูกใหม่ ๆ ส่วนแม่ก็จะเอาหมวกของอาข่ามาใส่ให้เด็ก หลังจากนั้นก็จะนำเด็กมาทำพิธีตั้งชื่อและรับขวัญเด็ก หลังจากนั้นภายใน 9 – 10 วันหลังคลอด เขาก็จะไม่ให้แม่และเด็กอออกไปไหนเลยจะต้องอยู่ที่บ้านซึ่งคนอาข่าเขาจะเรียกว่าอยู่ กรรม (หย่าสึลองเออ) เมื่อถึงวันที่สายสะดือของเด็กหลุดแล้ว และเก็บสายสะดือได้ โดยไม่หาย ก็จะต้องนำไปฝังไว้ที่หลุมฝังรกด้วย

หลังจากนั้นแม่ก็จะพาลูกไปเยี่ยมบ้านของญาติพี่น้องภายในหมู่บ้าน เป็นการพาลูกไปรู้จักกับคนในหมู่บ้านเป็นครั้งแรก จากนั้น 10 วัน แม่ก็จะต้องพาลูกออกไปเที่ยวนอกหมู่บ้าน และระหว่างทางกลับบ้านหากลูกเป็นผู้หญิงก็จะต้องเก็บใบไม้มาบ้านหนึ่งใบด้วย และถ้าหากเป็นผู้ชายก็จะต้องเก็บยอดใบไม้มาด้วย ซึ่งถือเป็นการบอกสถานภาพว่า ลูกของเขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

วิถีชีวิต

เด็กอาข่าที่เกิดมา จะเป็นที่เฝ้าดูของพ่อและแม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ถ้าลูกที่เกิดมาเป็นชายก็จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้เป็นพ่อ เนื่องจากตามความเชื่อ ของอาข่าเด็กชายเท่านั้นผู้ซึ่งจะสืบทอดตระกูลของพ่อ และถ้าพูดถึงเรื่องการเกิดในชนเผ่าอาข่า หรือแม้กระทั่งชนเผ่าอื่นที่อาศัยอยู่บนดอยสูง คงไม่ได้เกิดที่โรงพยาบาล ซึ่งจะได้รับการดูแลจากพยาบาลเป็นอย่างดี ตลอดจนความสะดวกในเรื่องอื่นๆ เช่น การแจ้งเกิด การเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ตลอดจนสิทธิต่างๆที่ลูกพึงจะได้รับ ตรงกันข้ามการเกิดลูกในสมัยก่อนนั้น จะทำคลอดกันเองในชุมชน ซึ่งมีหมอตำแยของชุมชน อาข่าเรียกว่า”หย่าฉี่อ่ามา” โดยใช้ภูมิปัญญาและวัสดุอุปกรณ์ที่หาง่ายในท้องถิ่น เช่น ใช้ไม้เฮี่ยที่คมกลีบ แทนกรรไกรในการตัดสายสะดือของเด็ก ซึ่งปราศจากเชื้อโรค และแม่ของเด็กก็จะพักอยู่ที่บ้านเพียงไม่กี่วันก็จะออกไปประกอบอาชีพตามเคย เมื่อเกิดในชุมชน ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญ เด็กที่เกิดมาจะไม่ได้รับสิทธิตามกฏหมาย เนื่องจากชนเผ่าไม่รู้เรื่องการแจ้งเกิด จึงเป็นปัญหากับเด็กชาวเขามาจนถึงทุกวันนี้ แต่มาปัจจุบันอาข่าเองก็เริ่มมีความรู้ในเรื่องการจัดการต่างๆมากขึ้น เนื่องจากคนรุ่นใหม่ก็ได้เข้าเรียนหนังสือ ได้รับการศึกษา จึงทำให้เกิดความรู้ในชุมชน การนำความรู้มาใช้กับชุมชน เริ่มมีมากขึ้น….

Enter your email address to subscribe to this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 5 other followers